[Crossover ROTG*Frozen Fanfic] Hendelses - Hope

posted on 07 Jun 2014 11:26 by lvlelody in Fiction directory Fiction, Cartoon

 

 

**กรุณาอย่านำ ฟิคไปดัดแปลง แก้ไข หรือโพสลงที่อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต



Title: Hendelses - Hope
Author: melody
Character: Jack Frost[ROTG]*Elsa[Frozen]
Rating: G
Author note:

ล..เลทไป 1 วัน #กราบ 

ตอนนี้จะเป็นตอนสุดท้ายที่ลงในอินเตอร์เน็ตให้ได้อ่านนะคะ 

สนใจตอนอื่นๆ และหาไม่เจอเชิญจิ้ม >> Index - [ROTG*Frozen] Hendelses [Jack Frost*Elsa]

 

ตอนนี้กำลังเปิดแบบสอบถามจำนวนที่จะพิมพ์ฟิคอยู่ค่ะ 

https://docs.google.com/forms/d/1QcPO9m-UlHFKBKBCrRpO0pB1Tkkfue_TQFqATWodhvo/viewform

ถ้าสนใจรบกวนลงชื่อจองกันหน่อยนะคะ >w< จะได้ทราบว่าควรพิมพ์กี่เล่มดี เนื่องจากเป็นแฟนฟิคฝั่งตะวันตกเรื่องแรก แถมยังเป็นนอมอล เลยคิดว่าคงจะพิมพ์ไม่เยอะเท่าไหร่ เพราะกะจำนวนไม่ถูก ; w ; ไม่แน่ใจว่าจะขายได้มั้ย (ฮา) 


ปิดรับการตอบแบบสอบถามวันที่ 8 มิถุนายน 2557 นะคะ



ขอบคุณมากค่ะ! 

 

 

 

 

 

 

*...**...*.**..***....***...*..*.**....*....*....*.....*......***.*.**.****

 

 

 


ความสงบก่อนพายุจะมา

 

 

บันนี่ มันด์นิยามความสงบสุขช่วงนี้ได้ด้วยคำนั้น และคนเดียวที่ทำให้เขาหัวปั่นขนร่วงก็คงเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก แจ็คฟรอสต์

 

 

บันนี่มองไข่อีสเตอร์ที่กำลังเดินทัพไปสู่โพรงกระต่าย เตรียมพร้อมสำหรับการกระจายกำลังกันออกไปทั่วทุกมุมโลกในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า กระต่ายออสซี่กอดอกเคาะอุ้งเท้าเป็นจังหวะรัวเร็วอย่างที่ชอบทำเวลาเจ้าตัวมีเรื่องรบกวนจิตใจ

 

 

ช่วงนี้แจ็คแปลกๆ

 

 

ไม่ค่อยอยากจะยอมรับนัก แต่คงเป็นเพราะนับตั้งแต่พายุหิมะในวันอีสเตอร์ครั้งนั้น แจ็คฟรอสต์ก็ติดโผอันดับหนึ่งตลอดกาลในบัญชีดำที่จะต้องเฝ้าจับตามอง ถึงแม้อีกฝ่ายจะกลายมาเป็นผู้พิทักษ์แล้ว แต่รายชื่อก็ยังไม่ได้ถูกขีดฆ่าออกไปแต่ประการใด เนื่องจากภาระหน้าที่ที่ได้รับไม่ได้ช่วยกล่อมเกลาให้ไอ้เกรียนนั่นลดความเกรียนน้อยลงสักนิด

 

 

นอกจากแบล็ค พิชท์แล้ว คนที่บันนี่หมายหัวว่าเป็นศัตรูตัวฉกาจก็คือไอ้จอมเพี้ยนนั่นน่ะล่ะ ปีที่แล้วมันยังแกล้งเสกธารน้ำแข็งให้ไข่อีสเตอร์ของเขาลื่นไหลไปตามโพรง สไลด์ตัวหล่นตุบลงบนพื้นดิน โชคยังดีที่ไม่มีไข่ใบไหนแตกหรือได้รับความเสียหาย แจ็คผิวปากหวือขณะที่เขาคว้าบูมเมอแรงตั้งท่าจะขว้างใส่ ไอ้เกรียนนั่นดันบอกว่าเห็นไข่ต้วมเตี้ยมกันขนาดนั้น กลัวเด็กๆ ทั่วโลกจะเลิกหากันซะก่อน ก็เลยช่วยเดลิเวอรี่ส่งตรงถึงที่ภายในไม่ถึงครึ่งชั่วโมง

 

 

แล้วหมอนั่นก็หัวเราะฮ่าฮ่าบินไปก่อความวุ่นวายให้คนอื่นต่อ

 

 

“ฮื้ม... ปีนี้จะมาไม้ไหนไม่รู้ แต่ถ้าเห็นนายเข้าใกล้บรรดาไข่อีสเตอร์ของฉันล่ะก็... นายเจ็บตัวแน่!” อุ้งเท้าหน้าที่ปกคลุมด้วยขนปุกปุยจับบูมเมอแรงไว้แน่น เตรียมพร้อมสำหรับรับมือทุกวินาที มั่นใจว่าต่อให้แจ็คโผล่มาอย่างกะทันหันที่กลางโพรงกระต่ายนี้ บันนี่ก็จะจัดการกับอีกฝ่ายได้แน่นอน อย่าหวังว่าปีนี้จะมาสร้างความปั่นป่วนให้เขาได้เลย!

 

 

แต่ก็ยังคงมีแต่เพียงความสงบและเสียงฝีเท้านับล้านของไข่ที่กำลังเคลื่อนตัวอย่างช้าๆ เท่านั้น

 

 

อันที่จริงบันนี่ก็กำลังนึกสงสัยอยู่เช่นกันว่าช่วงนี้แจ็คกำลังทำบ้าอะไรอยู่

 

 

หมอนั่นไม่ไปป่วนโรงงานทำของเล่นของนอร์ส ไม่ลักพาตัวนางฟ้าน้อยของทูธ ไม่แอบไปเปลี่ยนความฝันที่แซนดี้สร้างให้เด็กๆ และไม่โผล่หน้ามาที่โพรงกระต่าย...

 

 

แต่ก็ไม่เห็นได้ข่าวว่าหมอนั่นไปก่อเรื่องก่อราวที่ไหนเหมือนกัน

 

 

ถ้าเป็นเมื่อก่อน --- หมายถึงก่อนที่แจ็คจะกลายมาเป็นผู้พิทักษ์ ทุกวัน ก่อนและหลังเวลาอาหารจะมีใครสักคนวิ่งมาฟ้องพวกเขาที่เป็นผู้พิทักษ์ให้กำราบแจ็คฟรอสต์อยู่เสมอ หรือต่อให้เป็นหลังจากที่อีกฝ่ายรับตำแหน่งผู้พิทักษ์แล้ว ถึงแม้จำนวนการฟ้องจะน้อยลง แต่ก็ยังมีมาอยู่เรื่อยๆ ไม่ขาดสาย

 

 

“ไม่ก่อเรื่อง ไม่สร้างความวุ่นวาย ไม่ทำให้คนอื่นโกรธจนหนวดชี้”

 

 

จังหวะรัวเท้าของบันนี่ยิ่งถี่ขึ้นเรื่อยๆ

 

 

“เจ้ากำลังวางแผนชั่วอะไรอยู่กันแน่ แจ็ค!”

 

 

...เห็นได้ชัดว่าภาพลักษณ์พระเอกของเราในสายตาเพื่อนร่วมงานดีขนาดนี้เลยทีเดียว...

 

 

 

 

“ปิ๊บๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ”

 

 

ยังไม่ทันที่บันนี่จะได้ภาวนาขอให้มันอยู่อย่างสงบเสงี่ยมแบบนี้ต่อไปแล้วกัน เสียงไข่อีสเตอร์ที่ขึ้นสู่ภาคพื้นดินไปแล้วก็ร้องระงมเตือน นี่เป็นสัญญาณที่เขาติดตั้งเอาไว้ว่าถ้าเจอไอ้ตัวป่วนเมื่อไหร่ ให้รีบแจ้งทันที

 

 

“อะไร หมอนั่นอยู่ที่ไหน!” หูยาวๆ ตั้งตรงก่อนจะออกวิ่งไปทางปากโพรง ระหว่างทางก็กระโดดหลบซ้ายหลีกขวาไปตลอด ราวกับกลัวว่าวินาทีใดวินาทีหนึ่งจะมีกองหิมะถล่มทับถมลงมาเต็มโพรงของเขาก็ไม่ปาน

 

 

บันนี่กระโดดแผล็วเข้าไปในโพรงโพรงหนึ่ง วิ่งอย่างรวดเร็วด้วยฝีเท้าแผ่วเบาเงียบกริบ ไข่อีสเตอร์ที่อาศัยโพรงนั้นเพื่อเดินทางขึ้นสู่ผืนโลกต่างก็พากันหลบฉากให้เจ้านายของมัน

 

 

แสงสว่างจากปลายอุโมงค์ลอดส่องเข้ามา และทันทีที่ฝ่าเท้าปุกปุยเหยียบลงบนต้นหญ้า เขาก็ได้เห็น....

 

 

แจ็คฟรอสต์ที่กำลังหมอบต่ำลำตัวติดพื้นอยู่หลังพุ่มไม้

 

 

“แจ็ค! ทำบ้าอะไรของเจ้า!?”

 

 

ร่างสูงสะดุ้งเฮือกก่อนจะหันมาทำตาโตใส่เพื่อนร่วมงานที่จู่ๆ ก็โผล่มาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย “ชู่วววววววววววววว” นิ้วเรียวยาวแนบลงบนริมฝีปากของตนเองส่งสัญญาณให้เจ้ากระต่ายขี้ตื่นตูมช่างโวยวายเงียบเสียง มือเย็นๆ เอื้อมมากดหัวบันนี่ให้หมอบลง และเพราะเช่นนั้นเอง...บันนี่ มันด์จึงได้รู้ในที่สุดว่าเพราะเหตุใดช่วงนี้เจ้าเด็กเกรียนนี่ถึงได้สงบเสงี่ยมนัก

 

 

...เบื้องหลังพุ่มไม้นั้น...สิ่งที่แจ็คกำลังเฝ้ามองคือสตรีผู้มีดวงตาสีน้ำแข็งนางหนึ่ง...

 

 

 

 

“เอลซ่า มีอะไร?” เสียงของเด็กสาวอีกคนหนึ่งดังขึ้นจากอีกฟากฝั่งของสวน ดวงตาสีฟ้าที่กำลังมองมาอย่างค้นหาและน่าค้นหานั้นจึงยินยอมผละจากไปพร้อมกับตอบเสียงนั้นไปว่าไม่มีอะไร แจ็คที่ไม่กล้ากระดุกกระดิกหรือแม้กระทั่งหายใจจึงค่อยมีท่าทีโล่งอกขึ้น

 

 

ยอมรับตามตรงว่ารู้จักไอ้เบื๊อกนี่มาหลายปีดีดัก แต่บันนี่เพิ่งเคยเห็นแจ็คฟรอสต์เป็นอย่างนี้ครั้งแรก

 

 

“ฟู่ว เกือบไป”

 

 

พอรอดพ้นจากช่วงวิกฤตแล้ว แจ็คจึงหันมาไล่เบี้ยใส่เจ้าตัวการที่เกือบทำให้เขาถูกเอลซ่าจับได้ “พี่จิงโจ้ มาทำอะไรเนี่ย วันนี้มันอีสเตอร์ไม่ใช่เรอะ ไหงถึงมาเตร่อยู่แถวนี้”

 

 

“ข้าต่างหากที่ต้องถามเจ้า ช่วงที่เจ้าหายหัวไป ไม่ได้มาป่วนประสาทข้า นอร์ธ ทูธ หรือแซนดี้เนี่ย เพราะมาอยู่ที่นี่เรอะ?” บันนี่ยืนขึ้นเต็มความสูง การต้องหลบๆ ซ่อนๆ ไม่ใช่สิ่งที่เขานึกพิสมัย อีกอย่างเห็นได้ชัดว่าเด็กสาวเมื่อครู่ไม่ได้เป็นตัวอันตรายแต่อย่างใด ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องหลบซ่อนแม้แต่นิดเดียว

 

 

“อะไร นี่คิดถึงข้าเหรอเนี่ย แหม ก็ช่วยไม่ได้ล่ะนะ บอกแล้วว่าหิมะหรรษาน่ะเจ๋งที่สุด!” แจ็คไม่ได้ตอบคำถาม แต่กลับไพล่ไปอีกเรื่องแทน เมื่อเห็นว่าร่างบอบบางของเด็กสาวลับหายไปจากสายตาจริงๆ แล้ว แจ็คจึงยืนขึ้นบ้าง สีหน้ายียวนกวนประสาทำให้บันนี่ต้องอดทนนับหนึ่งถึงสามอยู่ในใจ

 

 

การที่แจ็คไม่ยอมตอบคำถามมาตามตรงนั้นเองทำให้บันนี่ มันด์รู้สึกยิ่งไม่ชอบมาพากล

 

 

และลางสังหรณ์บอกเขาว่า...ไม่ว่าอะไรก็ตามที่แจ็คกำลังทำอยู่...มันจะต้องไม่ใช่เรื่องดีแน่...

 

 

“แจ็ค... เจ้าคงไม่ลืมหรอกนะ...ว่าตัวเองเป็นผู้พิทักษ์”

 

 

“แหงอยู่แล้ว ข้าก็ทำหน้าที่ผู้พิทักษ์ที่คอยปกปักษ์ความสนุกสนานให้เด็กๆ ด้วยวันหิมะหรรษาไง! แต่น่าเสียดายที่ช่วงนี้ใกล้ฤดูร้อนเข้าไปทุกที หิมะทั่วโลกเหลือแค่ไม่กี่หย่อม งานข้าเลยเบาลงเยอะเลย” ผู้พิทักษ์แห่งฤดูหนาวเอ่ยตอบ พร้อมทั้งแจกแจงสถานการณ์ช่วงนี้ให้ฟังด้วยเข้าใจว่าอีกฝ่ายกำลังจะตำหนิที่เขาไม่ค่อยได้ออกไปสร้างความปั่นป่วนให้โลก

 

 

“แล้วเจ้าคงไม่ลืมว่าตัวเองมีอายุขัยชั่วนิรันด์ ตราบที่ยังมีคนเชื่อในตัวเจ้าอยู่ เจ้าจะไม่มีวันตาย” 

 

 

“ใครจะไปลืมเรื่องแบบนั้นล่ะ?” แจ็คขมวดคิ้วมุ่น มองอีกฝ่ายด้วยสายตาคลางแคลง ระยะเวลาสามร้อยปีแห่งความเปลี่ยวดาย เขาไม่ได้ผ่านมันมาง่ายๆ หรอกนะ “เจ้าดูแปลกๆ นะพี่จิงโจ้ ข้าเรียกเจ้าว่าจิงโจ้เจ้ายังไม่ลุกขึ้นมาเต้นผางเลย ไม่สบายรึเปล่าเนี่ย?”

 

 

บันนี่นับหนึ่งถึงสามในใจเป็นรอบที่ร้อย ก่อนจะแค่นเสียงเอ่ยถามประโยคสุดท้ายออกมาว่า “งั้นเจ้าก็คงไม่ลืมเช่นกันว่าอายุขัยของมนุษย์นั้นช่างแสนสั้นจนเหมือนมีชีวิตอยู่เพียงแค่พริบตา...”

 

 

แทนที่แจ็คจะทำหน้าตื่นตะลึงเหมือนเพิ่งได้ค้นพบความจริงอันแสนโหดร้าย หากทว่าเขากลับเพียงแค่มองตอบสายตาของบันนี่ด้วยสีหน้าที่คาดเดาอารมณ์ไม่ออกเท่านั้น หากทว่ายังไม่ทันที่ใครจะได้พูดอะไรต่อ เสียงหวีดร้องของเด็กสาวก็ดังขึ้นตัดความเงียบงันวังเวงจนสะบั้น

 

 

“เอลซ่า!!!!”

 

 

บันนี่งุนงงอยู่ชั่วครูหนึ่ง ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่า ‘เอลซ่า’ คือนามของเด็กสาวคนที่แจ็คเฝ้ามองเมื่อครู่นี้นั่นเอง หากทว่าขณะที่เขาเพิ่งนึกออก แจ็คกลับมีปฏิกิริยาต่อชื่อนั้นไวเป็นพิเศษ มือเรียวยาวโบกสะบัดไม้เท้าสั่งให้สายลมพัดพาส่งตัวเขาไปยังต้นเสียงแทบจะในทันทีที่เสียงร้องนั้นสิ้นสุดลง เขามองเห็นอันนาชะโงกมองอยู่เหนือหน้าผา แจ็คฟรอสต์ใจหายวูบ เขาไม่แม้แต่จะชะงักหยุดดู แต่กลับพุ่งตัวลงไปอย่างไร้ความลังเล ราวกับว่าต่อให้เบื้องล่างเป็นรังของแบล็ค พิตช์เขาก็ไม่กลัว

 

 

“อ๊ะ!?” ได้ยินเสียงอันนาร้องอุทานเมื่อเขาโฉบผ่านหน้าไป

 

 

เบื้องล่างของเวิ้งผามีบันไดที่สร้างขึ้นจากน้ำแข็ง ไม่ต้องบอกก็รู้ได้ในทันทีว่าเป็นฝีมือของใคร บันไดมีลักษณะวน ทอดยาวลงไปเบื้องล่างจนถึงชะง่อนผาที่ยื่นออกมาเล็กน้อย ต้นไม้ที่อยู่บนชะง่อนนั้นล้มลงทับปลายบันไดจนมันแตกเป็นทางขาด

 

 

ร่างเล็กๆ ร่างหนึ่งห้อยต่องแต่งอยู่ที่ปลายบันไดนั้นเอง มือขาวจับซี่บันไดเอาไว้ขณะที่ร่างแกว่งไปมาอย่างน่าหวาดเสียว

 

 

คงเพราะอารมณ์ของเธอไม่มั่นคงและกำลังตื่นตระหนก แท่งน้ำแข็งแหลมคมมากมายจึงเริ่มผุดพรายขึ้นมาจากบันไดส่วนที่เหลือ รวมทั้งหน้าผาโดยรอบด้วย ทางน้ำแข็งสีใสลุกลามจากชะง่อนดินขึ้นไปถึงขอบผาด้านบน เสียงแตกหักราวกับเกล็ดน้ำแข็งที่กำลังถูกทุบลั่นเปรี๊ยะทุกครั้งที่เอลซ่าพยายามแกว่งตัวเองให้กลับขึ้นไปอยู่บนบันได

 

 

เปรี๊ยะ!

 

 

ดวงตาสีฟ้าเบิกกว้างเมื่อรู้สึกว่าร่างของตนกำลังร่วงหล่นลงไป ขอบผาที่ปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งไม่อาจรองรับน้ำหนักของบันไดได้ มันจึงหักโค่นลงมา

 

 

“เอลซ่า!!!”

 

 

ด้านบนเหนือเนินผาสว่างเจิดจ้าจนทำให้มองเห็นร่างของอันนาเป็นเพียงแค่เงา ก่อนที่อันนาจะกระโดดตามลงมา คล้ายกับว่าเธอเห็นเงาร่างใหญ่ๆ กระโดดตะครุบอันนาเอาไว้ได้ทันการณ์ คงจะเป็นคริสตอฟ แต่อาจจะเป็นเพราะแสงเงาและระยะทางก็ได้ที่ทำให้เธอคล้ายกับจะเห็นว่าคริสตอฟคนนั้นมีหูกระต่ายเบอเริ่มเทิ่มด้วย

 

 

เธอหลับตาแน่น รอเวลาที่ตนเองจะร่วงหล่นลงไปกระแทกพื้นเบื้องล่าง คงจะเจ็บมากแน่ๆ หรือบางทีความเจ็บนั่นอาจจะไม่รู้สึกอะไรเลยก็เป็นได้ เพราะวิญญาณของเธอหลุดออกจากร่างไปก่อนหน้านั้นแล้ว เสียงกรีดร้องของอันนาห่างไกลออกไป เธอได้แต่หวังว่าน้องสาวจะไม่ทำอะไรโง่ๆ อย่างการกระโดดตามลงมาตายไปด้วยกัน

 

 

ทั้งๆ ที่เธอมีพลังอยู่แท้ๆ แต่ในเวลาแบบนี้ก็ดูเหมือนว่ามันจะไม่ได้ช่วยอะไรเลย...

 

 

...เอลซ่าตระหนักว่าเธอเองก็เป็นเพียงแค่มนุษย์คนหนึ่งในเวลานี้เอง...

 

 

ผ่านไปหลายวินาที แต่สายลมหวีดหวิวกลับเงียบลงไปแล้ว ความรู้สึกร่วงหล่นที่หายไปมันแปลว่าเธอตกลงไปข้างล่างแล้วใช่มั้ย? อา..ไม่เจ็บจริงๆ ด้วยแฮะ

 

 

“เอลซ่า...”

 

 

เสียงใครสักคนกำลังเรียกจากที่ใกล้ๆ

 

 

“เอลซ่า เฮ้”

 

 

เสียงทุ้มนุ่ม เสียงของผู้ชาย แต่รอบตัวเธอ..นอกจากคริสตอฟที่เป็นคนรักของอันนาแล้วเหมือนจะไม่มีผู้ชายคนไหนที่กล้าเรียกชื่อเธอตรงๆ นี่นา

 

 

“แม่หนูน้อย ลืมตาหน่อยสิ เจ้ากำลังทำให้ข้าตกใจนะ”

 

 

ไม่สิ มีอยู่คนหนึ่งนี่นา

 

 

คนประหลาดที่เธอได้พบในค่ำคืนคริสมาสต์ที่ผ่านมา

 

 

“ข้าไม่ใช่แม่หนูน้อยนะ” ได้ยินเสียงตัวเองตอบกลับไปแผ่วหวิวเช่นนั้น แล้วความรู้สึกต่างๆ จึงค่อยหวนกลับคืนมา สัมผัสได้ถึงความหนาวเย็นที่ชวนให้อบอุ่นใจโอบกอดร่างของเธอไว้ เปลือกตาระริกไหวก่อนจะค่อยๆ ปรือขึ้นอย่างเชื่องช้า

 

 

และมองสบเข้าไปในดวงตาสีฟ้า...สีของน้ำแข็งที่ใสกระจ่างและเต็มไปด้วยความรัก

 

 

เมื่อเห็นเธอลืมตาขึ้น เขาก็ค่อยยิ้มออกมาอย่างโล่งใจ สีหน้าวิตกกังวลที่ไม่ค่อยจะแสดงออกมาให้ใครเห็นถูกรอยยิ้มบางๆ ฉาบทับอย่างรวดเร็ว

 

 

“ให้ตายสิ ทำเอาใจหายใจคว่ำหมด อยู่ในปราสาทดีๆ ไม่ชอบ ชอบมาโดดหน้าผาเล่นตั้งแต่เมื่อไหร่หือ”

 

 

“ข้าไม่ได้โดดผาเล่น” เอลซ่าเถียงกลับทันควัน เมื่อความหวาดกลัวค่อยๆ สลายตัวไปอย่างช้าๆ แล้วเธอจึงเพิ่งสังเกตเห็นว่าตนเองกำลังอยู่ลอยเหนือท้องฟ้า ในอ้อมแขนของแจ็คฟรอสต์

 

 

เอลซ่าตัวแข็งทื่อเมื่อมองลงไปไม่เห็นพื้นเบื้องล่าง มีเพียงปุยเมฆสีขาวที่ลอยเอื่อยเรี่ยระปลายเท้า อาการสั