[Fic Kuroko no Basket] 青黄Days [5月7日] [Ao*Ki] End

posted on 07 May 2014 21:38 by lvlelody in Fiction directory Fiction, Cartoon
 
ปล. (ทำไมปล. ถึงขึ้นประโยคแรกฟะ....) << ก็เขียนเป็นประโยคสุดท้าย
 
ถ้ายังไม่เห็นธีมบล็อคเป็นสีเหลือง และเฮดเป็นปก Aoki Days กด F5 รัวๆ เลยค่า
 
 
เอาล่ะ
คุยกันนิดนึงนะคะ XD
 
 
ฟิคเรื่องนี้ก็...ดองมาอย่างยาวนานถึง 1 ปี เต็มๆ #ซับน้ำตา อันที่จริงไม่ได้หายไปไหน ก็ยังเขียนอยู่เรื่อยๆ แบบเรื่อยๆ เอื่อยๆ คล้ายๆ รถไฟไทย ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง #ไม่ควร... เพราะช่วงหลังๆ นี้ยอมรับว่าภาษาแกว่งระดับไวกิ้งในดรีมเวิร์ลยังอาย สุดท้ายเลยตัดสินใจว่า... เขียนแม่งให้จบแล้วรีไรท์ทีเดียวดีกว่า มีโอกาสจบสูงกว่ากันเยอะ!
 
อื้ม... ก็แบบนั้นแหละ เพราะงั้นนี่เลยเป็นฟิคเรื่องแรกที่ได้ออกรวมเล่มก่อนลงในเน็ตจบ 5555+ เพราะไหนๆก็คิดว่าใกล้ถึงวันครบรอบแล้วววว เก็บสแปร์ไว้ปล่อยของทีเดียวดีกว่า แฮะ♥ #โดนชก 
 
ดังนั้น เอนทรี่ย์นี้จึงพิเศษกว่าปกติ... คือลงยาวยันจบเลยค่ะ (ประกอบด้วย Side Story 1 ตอน (ที่เมมั่นใจมากว่าเคยลงไปแล้วแท้ๆ แต่เอนทรี่ย์หายไปซะงั้น ฟฟฟ หายไปหน๊ายยยย) กับ ตอนที่ 6 และ 7  ค่ะ) 
 
 
ส่วนที่อยู่ในหนังสือและจะไม่ลงในบลอคคือตอนพิเศษ 5月7日 (อาโอมิเนะ*คิเสะ) + ตอนพิเศษ 6月10日 (มิโดริมะ*ทาคาโอะ) 
 
 
ตอนแรกว่าจะไม่ลงบทส่งท้ายด้วย...เพื่อให้เป็นสิทธิพิเศษแด่คนซื้อหนังสือ แต่... แต่.... ฟิคเรื่องนี้ทั้งเรื่องเขียนขึ้นมาเพื่อฉากนี้นี่ล่ะ! แงงงงง อยากลงอ่ะ อยากลง ฮือออ อยากลงงงง #งอแง 
 
 
เพราะงั้น...ลงจนจบบทส่งท้าย ไม่ลงแค่ตอนพิเศษ 2 ตอนนะคะ U////U) หงิงงงงง 
 
 
 
 
1st Anniversary Aoki Days! 
 
 
 
 
 
 
 
**กรุณาอย่านำ ฟิคไปดัดแปลง แก้ไข หรือโพสลงที่อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต



Title: 青黄Day [5月7日]
Author: melody
Pairing: Aomine*Kise 
Rating: PG-13 
Author note: เป็น AU เรื่องแรกในรอบหลายปีเลยล่ะ... แต่ไหนๆ ก็ AU แล้ว เพราะฉะนั้นขอดัดข้อมูลอะไรนิดหน่อยนะจ๊ะ♥ 
 
 
 
 
 
 
 

-- -- -- Side Story -- -- --

 

 

 

อ๊ะ เอ่อ เฮ้ ผมยังไม่ทันได้มีบทในเนื้อเรื่องหลักเลยนะ ไม่เร็วไปหน่อยเหรอ หา อะไรนะ ขี้เกียจย้อนความเรื่องของผมในเนื้อเรื่องหลัก!? ฮือ ใจร้าย แต่ก็เอาเถอะ ไม่ได้หวังอะไรมากไปกว่านี้หรอก ผมทำใจได้ตั้งนานแล้ว จริงๆ นะ จริงๆ!

 

 

เอ่อ อ่ะ คือ...เริ่มยังไงดีล่ะ คือว่า..เรื่องของผมกับอาจารย์น่ะนะ... หา อะไรนะ? ผมเป็นใคร!? ข ขอโทษครับ ขอโทษครับ! ลืมแนะนำตัวไปสินะ ขอโทษด้วยนะครับ

 

 

ผมฟุริฮาตะ โคคิ ตอนนี้เป็นนักศึกษาชั้นปีที่สาม มหาวิทยาลัย M เอกภาษาศาสตร์ครับ เอ่อ เพราะก่อนหน้านี้มีของที่อยากได้นิดหน่อยก็เลยเริ่มทำงานพิเศษ เป็นผู้ช่วยสอนของวิชาวรรณคดีญีปุ่น อ๊ะ เอ่อ ละเอียดไปเหรอครับ ม..ไม่นะครับ คือ... กำลังจะเข้าเรื่องแล้วล่ะครับ

 

 

คือ...ตอนนี้ก็เก็บเงินได้มากพอจะซื้อของที่ต้องการแล้ว แต่ผมก็ยังเป็นผู้ช่วยสอนอยู่น่ะครับ ไม่ใช่เพราะชอบหรืออะไรทำนองนี้หรอก แต่...เพราะเลิกไม่ได้ต่างหากล่ะ

 

 

... เอ่อ เมื่อกี้ผมบอกไปแล้วสินะครับว่าเป็นผู้ช่วยสอนวรรณคดีญีปุ่น

 

 

ส่วนอาจารย์ประจำวิชาก็คือ.........ท่านผู้นั้นน่ะครับ......

 

 

อ...เอ่อ ไม่ได้ตั้งใจจะกวนประสาทหรืออะไรทำนองนั้นหรอกนะครับ แต่...จะว่ายังไงดี ชื่อของอาจารย์ศักดิ์สิทธิ์เกินไปจนรู้สึกว่าไม่ควรจะออกมาจากปากของคนอย่างผมน่ะ

 

 

อ..เอาเป็นว่า! ตามนี้ก็แล้วกันนะครับ!

 

 

ถ..ถึงไหนแล้วล่ะ เอ...

 

 

คือ...อันที่จริงแล้ว ผมไม่ได้คิดสั้นอยากเป็นผู้ช่วยสอนวิชาวรรณคดีญี่ปุ่นตั้งแต่แรกหรอกนะครับ เพียงแต่ว่าตอนที่กำลังคุยเล่นกับเพื่อนตามปกติ ผมจำได้ดีว่าวันนั้นอากาศดีมาก ผมกับเพื่อนจึงไปนั่งอยู่ที่ม้าหินอ่อนหน้าตึกคณะ “ท่าทางจะต้องทำงานพิเศษ เก็บเงินเพิ่มซะแล้วสิ” ผมแค่เปรยกับลมฟ้าลมฝน เหมือนกับพูดให้ผีสางนางไม้ฟัง เพราะแม้กระทั่งเพื่อนตัวเองยังไม่ได้สนใจคำพูดของผมเลยด้วยซ้ำ แต่... แต่เสียงที่คิดว่าจะไม่มีใครได้ยินนั้นกลับถูกตอบรับ

 

 

...ด้วยเสียงที่ทำให้ขนอ่อนต้นคอลุกชัน

 

 

“งั้นก็ดีเลย มาเป็นผู้ช่วยสอนของฉันหน่อยแล้วกัน“

 

 

ทั้งผม ทั้งเพื่อนต่างพากันเงียบกริบ นิ่งไปราวกับถูกสาปให้เป็นหิน ก่อนที่ผมจะรู้สึกถึงเหงื่อเย็นๆ ที่ไหลออกมาจากโคนผม พยายามสุดชีวิตเพื่อบิดคอหันกลับไปมอง...ภาวนาให้เสียงที่ตนได้ยินเมื่อครู่นี้เป็นเพียงแค่อุปทานหมู่อย่างสุดชีวิต

 

 

แน่นอนว่าถ้ามันเป็นอย่างนั้นจริงผมคงไม่ได้มานั่งเล่าอยู่แบบนี้

 

 

เจ้าของเสียงก็คือ ‘ท่านผู้นั้น’ นั่นเอง

 

 

ตัวผมในตอนนั้นรู้จักกับ “ท่าน” เพียงแค่ในฐานะอาจารย์กับนักเรียนเท่านั้น เพราะผมเรียนเอกภาษา วิชาวรรณคดีเป็นหนึ่งในวิชาบังคับตั้งแต่ปีหนึ่งยันปีสี่ แต่ความสัมพันธ์ระดับนั้นคือการสื่อสารฝ่ายเดียว นั่นคือท่านพูด ส่วนผมก็ฟังบ้าง จดบ้าง แอบหลับบ้าง ไม่เคยคุยกันเลยสักครั้ง ผมไม่ได้เรียนเก่งถึงขนาดโดดเด่นในห้องที่มีนักศึกษากว่าสองร้อยคน แต่ก็ไม่ได้ห่วยจนต้องถูกเรียกไปคุยเป็นการส่วนตัว

 

 

ว่ากันตามจริงแล้ว...การที่ท่านรู้ว่าผมมีตัวตนอยู่ในโลกนี้ต่างหากที่น่าพิศวงสุดๆ

 

 

พอมองเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่าย ผมก็สั่นจนปฏิเสธไม่ออก ความรู้สึกตอนนั้นบรรยายออกมาเป็นคำพูดไม่ถูก อีกฝ่ายเป็นคนที่สุดยอดขนาดเป็นศาสตราจารย์ได้ตั้งแต่อายุยี่สิบห้า ห่างกับผมแค่ห้าปีเท่านั้นเองแท้ๆ แต่กลับรู้สึกเหมือนอยู่กันคนละโลก ระดับชนชั้นห่างกันเกินหนึ่งล้านปีแสง เหมือนผมเป็นพยาธิ ขณะที่ท่านเป็นพระเจ้า ถ้าจะเปรียบคงเหมือนกบที่ถูกงูจ้อง เพียงแต่ผมเป็นลูกอ๊อด ส่วนอีกฝ่ายเป็นยามาตาโนะโอโรจิ* อะไรประมาณนั้น

 

 

*เทพเจ้างู8เศียร

 

 

สรุปก็คือ...กว่าที่วิญญาณผมจะกลับเข้าร่าง ท่านก็เดินจากไปพร้อมทั้งทิ้งคำพูดเอาไว้ว่า “จบคลาสแล้วไปหาฉันที่ห้องพัก”

 

 

ต้องใช้ความคิดอย่างหนักในการไตร่ตรองคำนวณว่าระหว่างการไปตามคำสั่งกับทำหูทวนลมแกล้งไม่ได้ยิน อะไรจะทำให้ตายสบายกว่ากัน อย่างแรกต้องอาศัยความกล้าน้อยกว่า แต่อาจจะมีผลข้างเคียงระยะยาวในภายหลัง ส่วนข้อหลัง...อาจจะตายภายในกระบวนท่าดียว

 

 

แต่สุดท้ายแล้วผมก็ยังไม่อยากตาย เคยถามท่านอยู่เหมือนกันว่าถ้าวันนั้นผมเกิดไม่ได้ไปตามคำสั่ง จะเกิดอะไรขึ้น ตอนถามก็ไม่ได้คิดอะไรหรอก แต่... ท่านกลับทำหน้าครุ่นคิดอย่างจริงจัง... แล้วก็...ยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยนสุดๆ

 

 

....ก......กลัวแล้วกั๊บ...

 

 

อย่าถามถึงเรื่องหลังจากนั้นเลย เพราะรู้สึกเหมือนมันจะเป็นความทรงจำอันแสนโหดร้ายที่ตัวผมพยายามลบมันออกจากสมอง เพราะงั้นสิ่งที่หลงเหลืออยู่จึงมีเพียงภาพหมอกเลือนรางเท่านั้น

 

 

...ปล่อยให้เรื่องนั้นอยู่ในม่านหมอกต่อไปดีกว่า อื้ม..นั่นล่ะครับ งานผู้ช่วยสอนของผมก็เลยเริ่มต้นขึ้นนับแต่นั้นเป็นต้นมา

 

 

..............

 

 

........