[Fic Kuroko no Basket] Bored [Ao*Ki] VII

posted on 14 Aug 2012 14:45 by lvlelody in bored, Fiction directory Fiction, Cartoon


**กรุณาอย่านำ ฟิคไปดัดแปลง แก้ไข หรือโพสลงที่อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต


 


Title: Bored
Author: melody
Pairing: Aomine*Kise 
Rating: PG-15 (??)
Author note: 
 
 
 
 
 
 
 
--- † --- † --- † --- † --- † --- † --- † --- † --- † ---
 
 
 
 
 
 
 
 

VII

 

 

 

“เฮ้ย คิเสะ ป่านนี้แล้วทำไมยังไม่กลับบ้านกลับช่องอีกหา?” ฮายาคาวะ มิตสึฮิโระ หนึ่งในผู้เล่นตัวจริงของทีมไคโจวตะโกนถามรุ่นน้องที่ยังไม่ยอมเก็บข้าวของเตรียมตัวกลับบ้าน ทั้งๆ ที่กัปตันประกาศให้เลิกซ้อมตั้งนานแล้ว แต่คิเสะ เรียวตะกลับบอกว่าขออยู่ต่ออีกพักหนึ่งแล้วจะเป็นคนปิดโรงยิมเอง

 

อันที่จริงเขาก็คงได้กลับบ้านตามคนอื่นๆ ไปตั้งนานแล้วถ้าไม่โดนอาจารย์เรียกไปใช้งานจัดเอกสารเสียก่อน กว่าจะเสร็จก็ปาไปค่ำมืดดึกดื่นแล้ว ดีที่ชากาแฟขนมที่อาจารย์เอามาเป็นค่าจ้างอร่อยถูกปากดังนั้นจึงถือว่าคุ้มกันอยู่ แต่พอลงมาจากอาคารเรียนเห็นไฟในโรงยิมยังเปิดอยู่ก็เลยต้องเดินมาดูสักหน่อย เนื่องจากกลัวรุ่นน้องตัวดีที่ปกติก็ซุ่มซ่ามเซ่อซ่าอยู่เป็นนิจจะลืมปิดไฟ ปิดประตูให้พรุ่งนี้กัปตันมาเจอแล้วธาตุไฟระเบิดตูม แล้วพวกเขาต้องกลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดก่อเหตุฆาตกรรมโดยไม่เต็มใจ

 

แต่พอเดินเข้ามาใกล้แล้วกลับยังได้ยินเสียงลูกบาสที่กระทบกับพื้นไม้ถี่รัว

 

“อ๊ะ รุ่นพี่ฮายาคาวะ ยังไม่กลับอีกเหรอครับ?” ใบหน้าหล่อเหลาที่ตอนนี้โทรมไปด้วยเหงื่อหันกลับมามองคล้ายจะแปลกใจที่ป่านนี้แล้วยังมีคนอยู่ อันที่จริงเขาเป็นฝ่ายถามก่อนไม่ใช่เรอะ แต่...ให้ตาย! ขนาดเจ้ารุ่นน้องตัวดีมีสภาพเหมือนผ้าขี้ริ้วแบบนี้มันยังดูหล่อเลย!

 

คิเสะยกชายเสื้อขึ้นเช็ดเหงื่อที่ไหลโทรม เผยให้เห็นหน้าท้องขาวที่มีกล้ามเนื้อสมส่วนสวยงาม อื้ม...ควรบอกว่าสมแล้วที่หมอนี่เป็นนายแบบสินะ ขนาดแค่เช็ดเหงื่อยังปล่อยฟีโรโมนออกมาแบบไม่เกรงใจคนมองเอาซะเลย

 

“ฉันถามก่อนไม่ใช่เรอะ! ดึกป่านนี้แล้วญาตินายไม่โทรแจ้งความว่าคนหายกันพอดีรึไง” จากคำพูดนั้นจึงรู้ได้ว่าวีรกรรมของคิโยทากะเป็นที่เลื่องลือในชมรมบาสอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

 

“ไม่เป็นไรครับ ผมบอกพี่เขาไว้แล้วว่าช่วงนี้ขอกลับดึก ที่สำคัญคือแค่ระวังไม่ให้หายตัวไปเกินยี่สิบสี่ชั่วโมงก็พอ”

 

...เพราะการจะแจ้งความให้ตำรวจช่วยตามหาคนหายได้ต้องหายตัวไปยี่สิบสี่ชั่วโมงก่อนสินะ...

 

ฮายาคาวะทำหน้าเอือมๆ

 

“ยังไงก็ช่าง นี่มันก็ตั้งสี่ทุ่มเข้าไปแล้ว ฉันเข้าใจว่านายเจ็บใจเรื่องที่แพ้เซย์ริน แต่แบบนี้เดี๋ยวร่างกายก็แย่กันพอดี” ในฐานะรุ่นพี่แล้ว เขาก็มีหน้าที่ต้องคอยดูแลรุ่นน้องบ้าง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลยว่ารุ่นน้องคนนั้นเป็นผู้เล่นคนสำคัญของทีมอีกต่างหาก เกิดล้มเจ็บขึ้นมาต้องนับว่าไคโจวไม่รู้จักรักษาเพชรน้ำงามในมือ ปล่อยให้ชำรุดเสียหายซะได้

 

อันที่จริงเรื่องแบบนี้คนเลือดร้อนอย่างเขาใช่ว่าจะคิดขึ้นมาได้เองหรอก แต่เป็นเพราะโค้ชคอยกรอกหูอยู่ไม่เว้นแต่ละวันต่างหาก บางครั้งก็อดหมั่นไส้นิดๆ ไม่ได้เหมือนกัน แต่พอเห็นความพยายามที่มากกว่าคนอื่นเกินเท่าตัวนั้นแล้ว ไอ้หมั่นไส้ก็ส่วนหมั่นไส้ ความรู้สึกชื่นชมมันดันมีมากกว่านี่นา

 

“ขอโทษครับ”

 

“เฮ้ย ฉันไม่ได้โกรธสักหน่อย ไม่สิ อันที่จริงก็โกรธอยู่นิดๆ อะนะ แต่ช่างเถอะ ประเด็นคือ ฉันแค่อยากให้นายดูแลตัวเองบ้าง การมีพรสวรรค์ควบคู่ไปกับความพยายามเป็นเรื่องดี แต่หักโหมมากเกินไปมันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่บ่นไปนี่ไม่ใช่ว่าโกรธนะเฟ้ย!”

 

ฮายาคาวะรีบเอ่ยดักเมื่อเห็นรุ่นน้องเริ่มหน้าจ๋อยลงเรื่อยๆ

 

เด็กหนุ่มขยี้หัวอย่างงุ่นง่าน เดิมทีเขาก็รับมือสถานการณ์ละเอียดอ่อนอะไรไม่เป็นอยู่แล้ว ดังนั้นสิ่งที่ฮายาคาวะเลือกที่จะทำคือเดินดุ่มๆ ไปลากให้รุ่นน้องตัวดีนั่งพักก่อนโยนขวดน้ำไปให้อีกฝ่ายซะเลย “เอ้า”

 

“ขอบคุณครับ” คิเสะรับมาก่อนเปิดฝายกดื่มอย่างกระหาย “แล้วทำไมรุ่นพี่ถึงอยู่ดึกจังล่ะครับ” เด็กหนุ่มเอ่ยถามชวนคุยทำลายความเงียบ

 

“โดนใช้แรงงานน่ะสิ เพิ่งเสร็จแล้วลงมาเห็นโรงยิมยังไม่ได้ปิดไฟนั่นล่ะ ถึงลองมาดู”

 

คิเสะยิ้มแห้งๆ ก่อนยกน้ำขึ้นดื่มจนอึกสุดท้าย เด็กหนุ่มผ่อนลมหายใจยาวอย่างสดชื่นแล้วจึงค่อยเดินไปเก็บลูกบาสที่กลิ้งอยู่กลางโรงยิม

 

ใช้เวลาไม่นาน เด็กหนุ่มสองคนก็ช่วยกันปิดไฟ ปิดประตู ตรวจเช็คความเรียบร้อยทั้งหมดก่อนพากันเดินออกมาที่หน้าประตูโรงเรียน

 

“งั้น...แยกกันตรงนี้แล้วกัน”

 

ฮาคายาวะโบกมือลา ก่อนต้องชะงักเมื่อเสียงทุ้มใสเอ่ยเรียกเอาไว้ “เดี๋ยวครับ รุ่นพี่”

 

“หืม?” เด็กหนุ่มหันกลับมาเลิกคิ้วให้เป็นเชิงถาม

 

นายแบบหนุ่มทำหน้าอึกอักอยู่สักพักจึงค่อยเอ่ยเบาๆ เหมือนกลัวจะมีใครมาได้ยินว่า “เรื่องที่ผมกลับบ้านดึก อย่าบอกรุ่นพี่คาซามัตสึนะครับ”

 

...นายเป็นโนบิตะที่แอบย่องหนีแม่ไปเที่ยวกลางคืนรึไงฟะ...

 

ฮายาคาวะมองอีกฝ่ายที่พนมมือพลางส่งสายตาขอร้องมาให้แล้วก็ต้องยิ้มแยกเขี้ยวใส่

 

หนอย...ทำหน้าแบบนั้นมันผิดกฏนะเฟ้ย!

 

“งั้น...เอาค่าปิดปากเป็นราเม็งสักชามละกัน แล้วอย่ากลับดึกอีกล่ะ แค่ครั้งนี้เท่านั้นนะเฟ้ย”

 

เมื่อได้ยินคำตอบนั้น คิเสะก็ยิ้มกว้างจนตาหรี่ลงเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว

 

“ผมแถมโอโคโนมิยากิให้อีกอย่างเลยครับ!”

 

 

 

 

“เฮ้ คิเสะ กลับได้แล้ว!” เสียงของรุ่นพี่ในชมรมที่เป็นเวรเก็บของ ปิดโรงยิมวันนี้ตะโกนเรียก ทำให้มือที่กำลังยกขึ้นชู้ตลูกชะงักไป คิเสะหันไปมองเจ้าของเสียงอันคุ้นเคยนั้นด้วยรอยยิ้มทื่อๆ และก็ได้รอยยับระหว่างคิ้วที่ขมวดมุ่นบนใบหน้าของกัปตันมาเป็นสิ่งตอบแทน

 

“วันนี้เวรรุ่นพี่เหรอครับ” เด็กหนุ่มเอียงคอถามงงๆ เพราะปกติหน้าที่นี้มักจะให้เด็กปีหนึ่งเป็นคนทำ หรืออย่างมากก็แค่ให้มีรุ่นพี่คอยช่วยดูเท่านั้นเอง เพราะแบบนั้นเขาถึงยังอยู่ซ้อมดึกๆ ดื่นๆ ได้โดยที่ไม่มีพวกรุ่นพี่รู้ ถึงอย่างไรภาพพจน์ของกัปตันคาซามัตสึก็โหดเอาการจนทำให้บรรดารุ่นน้องเข็ดขยาด ไม่กล้าเข้าใกล้หากไม่จำเป็น เรื่องที่จะไปชวนคุยว่าเขาอยู่ปิดโรงยิมแทนตัวเองยิ่งไม่มีทาง

 

“ใช่ นานๆ ทีน่ะ”

 

“อา...ผมขออยู่ซ้อมต่ออีกนิด เดี๋ยวจะปิดโรงยิมให้เอง ไม่ต้องห่วงครับ!” เด็กหนุ่มรีบสำทับอย่างพยายามหนักแน่นเมื่อเห็นอีกฝ่ายหรี่ตาลงอย่างไม่ไว้ใจเป็นสัญญาณอันตรายขั้นที่หนึ่ง

 

คาซามัตสึนิ่งไปครู่หนึ่งอย่างครุ่นคิด ก่อนยอมพยักหน้าตกลง “ก็ได้ อย่ากลับค่ำนักล่ะ”

 

“ครับ เหนื่อยหน่อยนะครับ”

 

“อื้ม นายด้วยเหมือนกัน อย่าหักโหมล่ะ”

 

“เจอกันวันพรุ่งนี้นะครับ”

 

“แล้วเจอกัน”

 

 

 

 

เมื่อภายในโรงยิมร้างไร้ผู้คนแล้ว รอยยิ้มกว้างอย่างร่าเริงนั้นจึงค่อยๆ เลือนหายไปอย่างช้าๆ เปลี่ยนเป็นใบหน้านิ่งเฉยที่แฝงไปด้วยความมุ่งมั่นแทน

 

คิเสะสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วจึงใช้สองมือตบแก้มตัวเองเบาๆ “เอาล่ะ! จะไม่แพ้อีกเด็ดขาด!”

 

...ต่อให้ต้องเจอกับใครก็ตาม...

 

ไม่ว่าจะเป็นคุโรโกจจิ มิโดริมัจจิ มุราซากิบารัจจิ อาคาชิจจิ

 

...หรืออาโอมิเนจจิก็ตาม...

 

จะไม่แพ้อีกเป็นอันขาด 

 

 

 

 

เมื่อมองออกไปนอกหน้าต่างอีกครั้ง คิเสะก็พบว่าเวลานี้ท้องฟ้าเบื้องนอกก็ได้กลายเป็นสีดำสนิทไปเรียบร้อยแล้ว เนื่องจากในโรงยิมไม่มีนาฬิกา ส่วนตัวเขาก็เก็บนาฬิกาข้อมือกับโทรศัพท์เอาไว้ตรงที่นั่ง จะให้เดินไปดูก็ขี้เกียจเกินกว่า ดังนั้นนายแบบหนุ่มจึงเลือกที่จะไม่สนใจ แล้วก้มลงหยิบลูกบาสขึ้นมาเตรียมจะซ้อมต่อ

 

หากทว่า...วินาทีนั้นเอง...

 

“เจ้าบ้าาาาาาาาาาา!!!!” 

 

ดึกดื่นค่อนคืน ยังอุตส่าห์มีเสียงแปดหลอดมาตะโกนจนโรงยิมแทบสะเทือน โชคดีที่ว่าบริเวณนี้อยู่ห่างจากตึกเรียนพอสมควร และอาณาบริเวณของไคโจวก็กว้างขวางมากพอที่จะกักเก็บเสียงนั้นไม่ให้ดังไปถึงหูคนภายนอกได้ แต่ถึงอย่างนั้นอานุภาพของมันก็ทำเอาคิเสะสะดุ้งจนตัวลอย เผลอทำลูกบาสหลุดมือ

 

ขณะที่กำลังจะหันหน้าไปมองทั้งๆ ที่ไม่จำเป็นเลยสักนิดนั้นเอง ลูกเตะมหากาฬก็สะกิดเข้าเต็มๆ หลังจนเด็กหนุ่มร่างสูงถึงกับล้มกลิ้งไป

 

“นายคิดว่านี่มันกี่โมงกี่ยามแล้วหา!!!”

 

“ง่า...รุ่นพี่คาซามัตสึ...”

 

นายแบบหนุ่มลูบจมูกที่กระแทกพื้นเสียเต็มแรงป้อยๆ ก่อนขยับนั่งพับขาเรียบร้อย ก้มหน้าก้มตาอย่างคนที่รู้ตัวดีว่ามีความผิด...และที่สำคัญคือไม่สามารถติดสินบนอีกฝ่ายด้วยราเม็งหรือโอโคโนมิยากิได้เสียด้วย...

 

คาซามัตสึ ยูกิโอะแทบจะพ่นไฟออกมาได้ น่ากลัวไม่แพ้ก็อตซิล่าเลยแม้แต่นิดเดียว เด็กหนุ่มเขกหัวทองๆ ซ้ำไปอีกทีอย่างไม่หายคันมือ เจ็บจนน้ำตาเล็ด “โอ้ย เจ็บนะครับ”

 

คิเสะมุ่ยหน้า ก่อนรีบหลุบตาหลบทันทีเมื่อเห็นอีกฝ่ายถลึงตาใส่ ไม่มีท่าทีจะใจอ่อนแม้แต่นิดเดียว

 

คาซามัตสึกัดฟันกรอด...

 

ดีนะที่เขารู้สึกวางใจไม่ลงจนต้องสะบัดตัวออกจากเตียงแล้วย้อนกลับมาดูที่โรงเรียนอีกครั้งว่าโรงยิมปิดเรียบร้อยดีหรือเปล่า ทว่าใครเลยจะคาดเดาได้ว่าทันทีที่เขามาถึงไฟในโรงยิมกลับยังเปิดสว่างโร่ทั้งๆ ที่เวลาก็ปาเข้าไปตั้งดึกดื่นเที่ยงคืนแล้ว ถ้าเขาพบว่าคิเสะแค่ลืมปิดไฟอาจจะโกรธน้อยกว่าพบว่าเจ้าตัวยังซ้อมไม่เลิกจนมีสภาพไม่ต่างไปจากผีดิบที่เดินซวนไปเซมาจวนจะล้มมิล้มแหล่แบบนี้ด้วยซ้ำ

 

“คิเสะ” คาซามัตสึเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก... “นายเป็นบ้าอะไรหา?”

 

“เอ๊ะ?”

 

“เขารู้กันหมดล่ะเฟ้ย ว่านายมีอะไรอยู่ในใจ คิดว่าตัวเองเก็บอารมณ์เก่งนักรึไง แต่ไม่มีใครถามเพราะมันอาจจะก้าวก่ายเรื่องส่วนตัว” คาซามัตสึยืนกอดอก ก้มลงมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเหมือนไม่รู้จะพูดยังไงให้ซึมซับเข้าไปในกะโหลกหนาๆ นั่น สุดท้ายแล้วเขาจึงถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ “ในฐานะกัปตันแล้ว ฉันดีใจมากที่นายพยายามฝึกซ้อมอย่างหนัก แต่มันต้องไม่ใช่การหักโหมอย่างนี้”

 

เด็กหนุ่มรุ่นพี่มองอีกฝ่ายที่ซูบลงอย่างเห็นได้ชัดด้วยใบหน้าขมวดคิ้วมุ่น การโหมซ้อมขนาดนี้ไม่ได้ทำให้มวลกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นมาแม้แต่นิดเดียว หากทว่ากลับรู้สึกเหมือนสายป่านที่ถูกขึงจนตึงเสียมากกว่า ทำได้แต่เพียงรอเวลาที่จะขาดสะบั้นลง

 

“นายมีเรื่องกลุ้มอะไรนักหนา? รุ่นพี่น่ะ เขามีไว้ให้พึ่งพานะเฟ้ย อย่าดูถูกกันให้มันมากเกินไปนัก”

 

คิเสะมองอีกฝ่ายตาปริบๆ ประโยคเมื่อกี้ฟังดูคุ้นหูอย่างน่าประหลาด คิดอยู่สักพักจึงค่อยจำได้ว่าเหมือนคุโรโกจจิจะพูดอะไรราวๆ นี้เหมือนกัน

 

กลุ้ม?...เรื่องที่เขากลุ้มตอนนี้...ก็แค่...

 

“ผมแค่...ไม่อยากแพ้” เด็กหนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา หากทว่ามันกลับดังก้องไปทั่วโรงยิมอันร้างไร้ผู้คน “ไม่อยากแพ้อีก...เป็นครั้งที่สอง”

 

“ถ้านายยังเป็นแบบนี้ต่อไป...อย่าว่าแต่จะลงไปแพ้ในสนามเลย แม้แต่แค่ก้าวเข้าไปในสนามยังทำไม่ได้ด้วยซ้ำ”

 

“หมายความว่ายังไงครับ!” เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นทันที

 

คาซามัตสึย่อตัวลงก่อนคว้าแขนอีกฝ่ายยกขึ้นมาให้อยู่ในระดับสายตา “เริ่มล้าแล้ว เห็นมั้ย” แม้จะเพียงแค่เล็กน้อย...หากทว่าท่อนแขนเรียวนั้นกลับสั่นเทาไม่หยุด กีฬาบาสเป็นกีฬาที่ต้องใช้ร่างกายทุกส่วน แขนกับขาถือว่าสำคัญมาก และตอนนี้มันก็เริ่มแสดงอาการอ่อนล้าออกมาทีละน้อย

 

“พักซะ” เด็กหนุ่มรุ่นพี่ออกคำสั่งด้วยสีหน้าจริงจัง “ถ้าไคโจวต้องเจอกับโทโอในอินเตอร์ไฮจริงๆ...ซึ่งโอกาสก็มีอยู่สูง นายคงไม่อยากนั่งอยู่เฉยๆ ที่ขอบสนามใช่มั้ย”

 

คิเสะก้มหน้านิ่ง...ใช่ เขาเริ่มซ้อมอย่างจริงจังนับตั้งแต่ได้เห็นการต่อสู้ระหว่างโทโอกับเซย์รินในรอบคัดเลือกการแข่งขันอินเตอร์ไฮ แต่มาเริ่มฝึกซ้อมอย่างเอาเป็นเอาตายนับตั้งแต่ได้เห็นผังการแข่งขันรอบจริง...

 

ต้องเจอกับอาโอมิเนจจิ

 

เพียงแค่คิด...ตัวเขาก็ไม่อาจอยู่นิ่งเฉยได้ รู้สึกว่าต้องทำอะไรสักอย่าง ต้องหาทางทำอะไรให้ตนเองไม่มีเวลาคิดเรื่องไร้สาระ ต้องเฝ้าฝึกฝนอย่างหนักเพื่อที่ว่าเมื่อกลับบ้านไปล้มตัวลงนอนเขาจะได้ถูกห้วงนิทรากลืนกินในทันที

 

มืออบอุ่นวางลงบนหัวก่อนขยี้เบาๆ สัมผัสนั้นช่างคล้ายคลึงกับมือใหญ่ๆ ของใครบางคนนัก ทั้งๆ ที่เวลาผ่านมาไม่ถึงหนึ่งปี แต่เขากลับรู้สึกว่ามันช่างยาวนานเหลือเกิน ยาวนานจนแทบจะลบเลือนรอยยิ้มของคนคนนั้นออกจากความทรงจำของเขาไปแล้ว

 

คิเสะหรี่ตาลงเล็กน้อย ขอบตาร้อนผ่าวจนต้องรีบก้มหลบ

 

“เป็นลูกผู้ชายประสาอะไร ขี้แยจริง” กระแสเสียงนั้นไม่ได้มีความเกรี้ยวกราดเจือปนอยู่แม้แต่น้อย คาซามัตสึดีดหน้าผากขาวๆ นั้นเบาๆ แล้วจึงดึงร่างของอีกฝ่ายให้ลุกขึ้นยืน

 

“ขอโทษที่ทำให้เดือดร้อนนะครับรุ่นพี่...” เสียงของคนที่ยังไม่ยอมเงยหน้าขึ้นสักทีอู้อี้เหมือนเป็นหวัด ซ้ำยังมีการสูดจมูกเป็นระยะๆ อีกต่างหาก

 

ไม่เหลือมาดนายแบบสักนิด

 

เด็กหนุ่มขยี้เรือนผมสีทองนุ่มมือนั้นแรงๆ ก่อนออกคำสั่งเสียงดังหนักแน่นว่า “ตั้งแต่พรุ่งนี้นายห้ามแตะลูกจนกว่าฉันจะอนุญาต เข้าใจมั้ย!”

 

“ง่ะ แต่ว่า...!!” คิเสะเงยหน้าขึ้นมาตั้งท่าจะประท้วง ใบหน้าหล่อเหลานั้นไม่หลงเหลือเค้าของนายแบบสุดฮอตสักนิด จมูกแดง ตาบวมเป่ง แถมยังมีน้ำตาซึม แต่เมื่อเห็นสีหน้าที่บ่งบอกว่าห้ามโต้แย้งของกัปตันสุดโหดแล้ว เด็กหนุ่มก็ได้แต่ทำหน้ามุ่ย เอ่ยอย่างไม่เต็มใจนักว่า “เข้าใจก็ได้ครับ”

 

“ดี กลับกันได้แล้ว”

 

นับเป็นครั้งที่สอง...ที่คิเสะต้องมาปิดโรงยิมพร้อมรุ่นพี่สักคนตอนดึกๆ ดื่นๆ และคาดว่าคงไม่มีครั้งที่สามหลังจากนี้อีกแล้ว...ไม่อย่างนั้นมีหวังคอกับบ่าของเขาต้องพลัดพรากจากกันอย่างไม่มีวันได้หวนกลับแหงๆ

 

 

 

 

...เช้าวันรุ่งขึ้น...คิเสะไข้ขึ้นสามสิบเก้าจุดเจ็ดองศา...นอนแบ็บอยู่บนฟูกกระดิกกระเดี้ยไม่ได้ ร่างกายราวกับถูกสนิมจับไปทั่ว ขยับแต่ละทีเหมือนต้องใช้เรี่ยวแรงมหาศาล

 

และถูกผู้ปกครองบ่นจนหูชา

 

“เพราะชอบตากน้ำค้างกลับบ้านตอนดึกๆ ดื่นๆ นอนก็น้อย ข้าวปลาก็ไม่ค่อยยอมกิน แถมชอบทำอะไรเกินกำลังน่ะสิ!”

 

คิโยทากะท้าวเอวบ่นเป็นหมีกินผึ้งก่อนจะรีบกุลีกุจอมาเปลี่ยนผ้าชุบน้ำบนหน้าผากของเขาเป็นผืนใหม่ ชายหนุ่มขมวดคิ้วมุ่นเมื่อพบว่าอุณหภูมิจากร่างกายนั้นไม่มีทีท่าจะลดลงแม้แต่นิดเดียว

 

“ให้พี่พาไปหาหมอนะ?”

 

“แค่ก! ม..ไม่ต้องหรอกครับพี่คิโย…แค่ไข้ เดี๋ยว แค่ก..ก็หาย..เอง.. แค่กๆๆๆ!”

 

...แบบนี้ไม่พูดยังจะดีซะกว่า คิโยทากะมองน้องชายต่างสายเลือดของตนที่ตอนนี้ให้อารมณ์จวนจะลงโลงอยู่รอมร่อด้วยสายตากลัดกลุ