[Fic Kuroko no Basket] Bored [Ao*Ki] VII

posted on 14 Aug 2012 14:45 by lvlelody  in bored, Fiction  directory Fiction, Cartoon


**กรุณาอย่านำ ฟิคไปดัดแปลง แก้ไข หรือโพสลงที่อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต


 


Title: Bored
Author: melody
Pairing: Aomine*Kise 
Rating: PG-15 (??)
Author note: 
 
 
 
 
 
 
 
--- † --- † --- † --- † --- † --- † --- † --- † --- † ---
 
 
 
 
 
 
 
 

VII

 

 

 

“เฮ้ย คิเสะ ป่านนี้แล้วทำไมยังไม่กลับบ้านกลับช่องอีกหา?” ฮายาคาวะ มิตสึฮิโระ หนึ่งในผู้เล่นตัวจริงของทีมไคโจวตะโกนถามรุ่นน้องที่ยังไม่ยอมเก็บข้าวของเตรียมตัวกลับบ้าน ทั้งๆ ที่กัปตันประกาศให้เลิกซ้อมตั้งนานแล้ว แต่คิเสะ เรียวตะกลับบอกว่าขออยู่ต่ออีกพักหนึ่งแล้วจะเป็นคนปิดโรงยิมเอง

 

อันที่จริงเขาก็คงได้กลับบ้านตามคนอื่นๆ ไปตั้งนานแล้วถ้าไม่โดนอาจารย์เรียกไปใช้งานจัดเอกสารเสียก่อน กว่าจะเสร็จก็ปาไปค่ำมืดดึกดื่นแล้ว ดีที่ชากาแฟขนมที่อาจารย์เอามาเป็นค่าจ้างอร่อยถูกปากดังนั้นจึงถือว่าคุ้มกันอยู่ แต่พอลงมาจากอาคารเรียนเห็นไฟในโรงยิมยังเปิดอยู่ก็เลยต้องเดินมาดูสักหน่อย เนื่องจากกลัวรุ่นน้องตัวดีที่ปกติก็ซุ่มซ่ามเซ่อซ่าอยู่เป็นนิจจะลืมปิดไฟ ปิดประตูให้พรุ่งนี้กัปตันมาเจอแล้วธาตุไฟระเบิดตูม แล้วพวกเขาต้องกลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดก่อเหตุฆาตกรรมโดยไม่เต็มใจ

 

แต่พอเดินเข้ามาใกล้แล้วกลับยังได้ยินเสียงลูกบาสที่กระทบกับพื้นไม้ถี่รัว

 

“อ๊ะ รุ่นพี่ฮายาคาวะ ยังไม่กลับอีกเหรอครับ?” ใบหน้าหล่อเหลาที่ตอนนี้โทรมไปด้วยเหงื่อหันกลับมามองคล้ายจะแปลกใจที่ป่านนี้แล้วยังมีคนอยู่ อันที่จริงเขาเป็นฝ่ายถามก่อนไม่ใช่เรอะ แต่...ให้ตาย! ขนาดเจ้ารุ่นน้องตัวดีมีสภาพเหมือนผ้าขี้ริ้วแบบนี้มันยังดูหล่อเลย!

 

คิเสะยกชายเสื้อขึ้นเช็ดเหงื่อที่ไหลโทรม เผยให้เห็นหน้าท้องขาวที่มีกล้ามเนื้อสมส่วนสวยงาม อื้ม...ควรบอกว่าสมแล้วที่หมอนี่เป็นนายแบบสินะ ขนาดแค่เช็ดเหงื่อยังปล่อยฟีโรโมนออกมาแบบไม่เกรงใจคนมองเอาซะเลย

 

“ฉันถามก่อนไม่ใช่เรอะ! ดึกป่านนี้แล้วญาตินายไม่โทรแจ้งความว่าคนหายกันพอดีรึไง” จากคำพูดนั้นจึงรู้ได้ว่าวีรกรรมของคิโยทากะเป็นที่เลื่องลือในชมรมบาสอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

 

“ไม่เป็นไรครับ ผมบอกพี่เขาไว้แล้วว่าช่วงนี้ขอกลับดึก ที่สำคัญคือแค่ระวังไม่ให้หายตัวไปเกินยี่สิบสี่ชั่วโมงก็พอ”

 

...เพราะการจะแจ้งความให้ตำรวจช่วยตามหาคนหายได้ต้องหายตัวไปยี่สิบสี่ชั่วโมงก่อนสินะ...

 

ฮายาคาวะทำหน้าเอือมๆ

 

“ยังไงก็ช่าง นี่มันก็ตั้งสี่ทุ่มเข้าไปแล้ว ฉันเข้าใจว่านายเจ็บใจเรื่องที่แพ้เซย์ริน แต่แบบนี้เดี๋ยวร่างกายก็แย่กันพอดี” ในฐานะรุ่นพี่แล้ว เขาก็มีหน้าที่ต้องคอยดูแลรุ่นน้องบ้าง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลยว่ารุ่นน้องคนนั้นเป็นผู้เล่นคนสำคัญของทีมอีกต่างหาก เกิดล้มเจ็บขึ้นมาต้องนับว่าไคโจวไม่รู้จักรักษาเพชรน้ำงามในมือ ปล่อยให้ชำรุดเสียหายซะได้

 

อันที่จริงเรื่องแบบนี้คนเลือดร้อนอย่างเขาใช่ว่าจะคิดขึ้นมาได้เองหรอก แต่เป็นเพราะโค้ชคอยกรอกหูอยู่ไม่เว้นแต่ละวันต่างหาก บางครั้งก็อดหมั่นไส้นิดๆ ไม่ได้เหมือนกัน แต่พอเห็นความพยายามที่มากกว่าคนอื่นเกินเท่าตัวนั้นแล้ว ไอ้หมั่นไส้ก็ส่วนหมั่นไส้ ความรู้สึกชื่นชมมันดันมีมากกว่านี่นา

 

“ขอโทษครับ”

 

“เฮ้ย ฉันไม่ได้โกรธสักหน่อย ไม่สิ อันที่จริงก็โกรธอยู่นิดๆ อะนะ แต่ช่างเถอะ ประเด็นคือ ฉันแค่อยากให้นายดูแลตัวเองบ้าง การมีพรสวรรค์ควบคู่ไปกับความพยายามเป็นเรื่องดี แต่หักโหมมากเกินไปมันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่บ่นไปนี่ไม่ใช่ว่าโกรธนะเฟ้ย!”

 

ฮายาคาวะรีบเอ่ยดักเมื่อเห็นรุ่นน้องเริ่มหน้าจ๋อยลงเรื่อยๆ

 

เด็กหนุ่มขยี้หัวอย่างงุ่นง่าน เดิมทีเขาก็รับมือสถานการณ์ละเอียดอ่อนอะไรไม่เป็นอยู่แล้ว ดังนั้นสิ่งที่ฮายาคาวะเลือกที่จะทำคือเดินดุ่มๆ ไปลากให้รุ่นน้องตัวดีนั่งพักก่อนโยนขวดน้ำไปให้อีกฝ่ายซะเลย “เอ้า”

 

“ขอบคุณครับ” คิเสะรับมาก่อนเปิดฝายกดื่มอย่างกระหาย “แล้วทำไมรุ่นพี่ถึงอยู่ดึกจังล่ะครับ” เด็กหนุ่มเอ่ยถามชวนคุยทำลายความเงียบ

 

“โดนใช้แรงงานน่ะสิ เพิ่งเสร็จแล้วลงมาเห็นโรงยิมยังไม่ได้ปิดไฟนั่นล่ะ ถึงลองมาดู”

 

คิเสะยิ้มแห้งๆ ก่อนยกน้ำขึ้นดื่มจนอึกสุดท้าย เด็กหนุ่มผ่อนลมหายใจยาวอย่างสดชื่นแล้วจึงค่อยเดินไปเก็บลูกบาสที่กลิ้งอยู่กลางโรงยิม

 

ใช้เวลาไม่นาน เด็กหนุ่มสองคนก็ช่วยกันปิดไฟ ปิดประตู ตรวจเช็คความเรียบร้อยทั้งหมดก่อนพากันเดินออกมาที่หน้าประตูโรงเรียน

 

“งั้น...แยกกันตรงนี้แล้วกัน”

 

ฮาคายาวะโบกมือลา ก่อนต้องชะงักเมื่อเสียงทุ้มใสเอ่ยเรียกเอาไว้ “เดี๋ยวครับ รุ่นพี่”

 

“หืม?” เด็กหนุ่มหันกลับมาเลิกคิ้วให้เป็นเชิงถาม

 

นายแบบหนุ่มทำหน้าอึกอักอยู่สักพักจึงค่อยเอ่ยเบาๆ เหมือนกลัวจะมีใครมาได้ยินว่า “เรื่องที่ผมกลับบ้านดึก อย่าบอกรุ่นพี่คาซามัตสึนะครับ”

 

...นายเป็นโนบิตะที่แอบย่องหนีแม่ไปเที่ยวกลางคืนรึไงฟะ...

 

ฮายาคาวะมองอีกฝ่ายที่พนมมือพลางส่งสายตาขอร้องมาให้แล้วก็ต้องยิ้มแยกเขี้ยวใส่

 

หนอย...ทำหน้าแบบนั้นมันผิดกฏนะเฟ้ย!

 

“งั้น...เอาค่าปิดปากเป็นราเม็งสักชามละกัน แล้วอย่ากลับดึกอีกล่ะ แค่ครั้งนี้เท่านั้นนะเฟ้ย”

 

เมื่อได้ยินคำตอบนั้น คิเสะก็ยิ้มกว้างจนตาหรี่ลงเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว

 

“ผมแถมโอโคโนมิยากิให้อีกอย่างเลยครับ!”

 

 

 

 

“เฮ้ คิเสะ กลับได้แล้ว!” เสียงของรุ่นพี่ในชมรมที่เป็นเวรเก็บของ ปิดโรงยิมวันนี้ตะโกนเรียก ทำให้มือที่กำลังยกขึ้นชู้ตลูกชะงักไป คิเสะหันไปมองเจ้าของเสียงอันคุ้นเคยนั้นด้วยรอยยิ้มทื่อๆ และก็ได้รอยยับระหว่างคิ้วที่ขมวดมุ่นบนใบหน้าของกัปตันมาเป็นสิ่งตอบแทน

 

“วันนี้เวรรุ่นพี่เหรอครับ” เด็กหนุ่มเอียงคอถามงงๆ เพราะปกติหน้าที่นี้มักจะให้เด็กปีหนึ่งเป็นคนทำ หรืออย่างมากก็แค่ให้มีรุ่นพี่คอยช่วยดูเท่านั้นเอง เพราะแบบนั้นเขาถึงยังอยู่ซ้อมดึกๆ ดื่นๆ ได้โดยที่ไม่มีพวกรุ่นพี่รู้ ถึงอย่างไรภาพพจน์ของกัปตันคาซามัตสึก็โหดเอาการจนทำให้บรรดารุ่นน้องเข็ดขยาด ไม่กล้าเข้าใกล้หากไม่จำเป็น เรื่องที่จะไปชวนคุยว่าเขาอยู่ปิดโรงยิมแทนตัวเองยิ่งไม่มีทาง

 

“ใช่ นานๆ ทีน่ะ”

 

“อา...ผมขออยู่ซ้อมต่ออีกนิด เดี๋ยวจะปิดโรงยิมให้เอง ไม่ต้องห่วงครับ!” เด็กหนุ่มรีบสำทับอย่างพยายามหนักแน่นเมื่อเห็นอีกฝ่ายหรี่ตาลงอย่างไม่ไว้ใจเป็นสัญญาณอันตรายขั้นที่หนึ่ง

 

คาซามัตสึนิ่งไปครู่หนึ่งอย่างครุ่นคิด ก่อนยอมพยักหน้าตกลง “ก็ได้ อย่ากลับค่ำนักล่ะ”

 

“ครับ เหนื่อยหน่อยนะครับ”

 

“อื้ม นายด้วยเหมือนกัน อย่าหักโหมล่ะ”

 

“เจอกันวันพรุ่งนี้นะครับ”

 

“แล้วเจอกัน”

 

 

 

 

เมื่อภายในโรงยิมร้างไร้ผู้คนแล้ว รอยยิ้มกว้างอย่างร่าเริงนั้นจึงค่อยๆ เลือนหายไปอย่างช้าๆ เปลี่ยนเป็นใบหน้านิ่งเฉยที่แฝงไปด้วยความมุ่งมั่นแทน

 

คิเสะสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วจึงใช้สองมือตบแก้มตัวเองเบาๆ “เอาล่ะ! จะไม่แพ้อีกเด็ดขาด!”

 

...ต่อให้ต้องเจอกับใครก็ตาม...

 

ไม่ว่าจะเป็นคุโรโกจจิ มิโดริมัจจิ มุราซากิบารัจจิ อาคาชิจจิ

 

...หรืออาโอมิเนจจิก็ตาม...

 

จะไม่แพ้อีกเป็นอันขาด 

 

 

 

 

เมื่อมองออกไปนอกหน้าต่างอีกครั้ง คิเสะก็พบว่าเวลานี้ท้องฟ้าเบื้องนอกก็ได้กลายเป็นสีดำสนิทไปเรียบร้อยแล้ว เนื่องจากในโรงยิมไม่มีนาฬิกา ส่วนตัวเขาก็เก็บนาฬิกาข้อมือกับโทรศัพท์เอาไว้ตรงที่นั่ง จะให้เดินไปดูก็ขี้เกียจเกินกว่า ดังนั้นนายแบบหนุ่มจึงเลือกที่จะไม่สนใจ แล้วก้มลงหยิบลูกบาสขึ้นมาเตรียมจะซ้อมต่อ

 

หากทว่า...วินาทีนั้นเอง...

 

“เจ้าบ้าาาาาาาาาาา!!!!” 

 

ดึกดื่นค่อนคืน ยังอุตส่าห์มีเสียงแปดหลอดมาตะโกนจนโรงยิมแทบสะเทือน โชคดีที่ว่าบริเวณนี้อยู่ห่างจากตึกเรียนพอสมควร และอาณาบริเวณของไคโจวก็กว้างขวางมากพอที่จะกักเก็บเสียงนั้นไม่ให้ดังไปถึงหูคนภายนอกได้ แต่ถึงอย่างนั้นอานุภาพของมันก็ทำเอาคิเสะสะดุ้งจนตัวลอย เผลอทำลูกบาสหลุดมือ

 

ขณะที่กำลังจะหันหน้าไปมองทั้งๆ ที่ไม่จำเป็นเลยสักนิดนั้นเอง ลูกเตะมหากาฬก็สะกิดเข้าเต็มๆ หลังจนเด็กหนุ่มร่างสูงถึงกับล้มกลิ้งไป

 

“นายคิดว่านี่มันกี่โมงกี่ยามแล้วหา!!!”

 

“ง่า...รุ่นพี่คาซามัตสึ...”

 

นายแบบหนุ่มลูบจมูกที่กระแทกพื้นเสียเต็มแรงป้อยๆ ก่อนขยับนั่งพับขาเรียบร้อย ก้มหน้าก้มตาอย่างคนที่รู้ตัวดีว่ามีความผิด...และที่สำคัญคือไม่สามารถติดสินบนอีกฝ่ายด้วยราเม็งหรือโอโคโนมิยากิได้เสียด้วย...

 

คาซามัตสึ ยูกิโอะแทบจะพ่นไฟออกมาได้ น่ากลัวไม่แพ้ก็อตซิล่าเลยแม้แต่นิดเดียว เด็กหนุ่มเขกหัวทองๆ ซ้ำไปอีกทีอย่างไม่หายคันมือ เจ็บจนน้ำตาเล็ด “โอ้ย เจ็บนะครับ”

 

คิเสะมุ่ยหน้า ก่อนรีบหลุบตาหลบทันทีเมื่อเห็นอีกฝ่ายถลึงตาใส่ ไม่มีท่าทีจะใจอ่อนแม้แต่นิดเดียว

 

คาซามัตสึกัดฟันกรอด...

 

ดีนะที่เขารู้สึกวางใจไม่ลงจนต้องสะบัดตัวออกจากเตียงแล้วย้อนกลับมาดูที่โรงเรียนอีกครั้งว่าโรงยิมปิดเรียบร้อยดีหรือเปล่า ทว่าใครเลยจะคาดเดาได้ว่าทันทีที่เขามาถึงไฟในโรงยิมกลับยังเปิดสว่างโร่ทั้งๆ ที่เวลาก็ปาเข้าไปตั้งดึกดื่นเที่ยงคืนแล้ว ถ้าเขาพบว่าคิเสะแค่ลืมปิดไฟอาจจะโกรธน้อยกว่าพบว่าเจ้าตัวยังซ้อมไม่เลิกจนมีสภาพไม่ต่างไปจากผีดิบที่เดินซวนไปเซมาจวนจะล้มมิล้มแหล่แบบนี้ด้วยซ้ำ

 

“คิเสะ” คาซามัตสึเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก... “นายเป็นบ้าอะไรหา?”

 

“เอ๊ะ?”

 

“เขารู้กันหมดล่ะเฟ้ย ว่านายมีอะไรอยู่ในใจ คิดว่าตัวเองเก็บอารมณ์เก่งนักรึไง แต่ไม่มีใครถามเพราะมันอาจจะก้าวก่ายเรื่องส่วนตัว” คาซามัตสึยืนกอดอก ก้มลงมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเหมือนไม่รู้จะพูดยังไงให้ซึมซับเข้าไปในกะโหลกหนาๆ นั่น สุดท้ายแล้วเขาจึงถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ “ในฐานะกัปตันแล้ว ฉันดีใจมากที่นายพยายามฝึกซ้อมอย่างหนัก แต่มันต้องไม่ใช่การหักโหมอย่างนี้”

 

เด็กหนุ่มรุ่นพี่มองอีกฝ่ายที่ซูบลงอย่างเห็นได้ชัดด้วยใบหน้าขมวดคิ้วมุ่น การโหมซ้อมขนาดนี้ไม่ได้ทำให้มวลกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นมาแม้แต่นิดเดียว หากทว่ากลับรู้สึกเหมือนสายป่านที่ถูกขึงจนตึงเสียมากกว่า ทำได้แต่เพียงรอเวลาที่จะขาดสะบั้นลง

 

“นายมีเรื่องกลุ้มอะไรนักหนา? รุ่นพี่น่ะ เขามีไว้ให้พึ่งพานะเฟ้ย อย่าดูถูกกันให้มันมากเกินไปนัก”

 

คิเสะมองอีกฝ่ายตาปริบๆ ประโยคเมื่อกี้ฟังดูคุ้นหูอย่างน่าประหลาด คิดอยู่สักพักจึงค่อยจำได้ว่าเหมือนคุโรโกจจิจะพูดอะไรราวๆ นี้เหมือนกัน

 

กลุ้ม?...เรื่องที่เขากลุ้มตอนนี้...ก็แค่...

 

“ผมแค่...ไม่อยากแพ้” เด็กหนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา หากทว่ามันกลับดังก้องไปทั่วโรงยิมอันร้างไร้ผู้คน “ไม่อยากแพ้อีก...เป็นครั้งที่สอง”

 

“ถ้านายยังเป็นแบบนี้ต่อไป...อย่าว่าแต่จะลงไปแพ้ในสนามเลย แม้แต่แค่ก้าวเข้าไปในสนามยังทำไม่ได้ด้วยซ้ำ”

 

“หมายความว่ายังไงครับ!” เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นทันที

 

คาซามัตสึย่อตัวลงก่อนคว้าแขนอีกฝ่ายยกขึ้นมาให้อยู่ในระดับสายตา “เริ่มล้าแล้ว เห็นมั้ย” แม้จะเพียงแค่เล็กน้อย...หากทว่าท่อนแขนเรียวนั้นกลับสั่นเทาไม่หยุด กีฬาบาสเป็นกีฬาที่ต้องใช้ร่างกายทุกส่วน แขนกับขาถือว่าสำคัญมาก และตอนนี้มันก็เริ่มแสดงอาการอ่อนล้าออกมาทีละน้อย

 

“พักซะ” เด็กหนุ่มรุ่นพี่ออกคำสั่งด้วยสีหน้าจริงจัง “ถ้าไคโจวต้องเจอกับโทโอในอินเตอร์ไฮจริงๆ...ซึ่งโอกาสก็มีอยู่สูง นายคงไม่อยากนั่งอยู่เฉยๆ ที่ขอบสนามใช่มั้ย”

 

คิเสะก้มหน้านิ่ง...ใช่ เขาเริ่มซ้อมอย่างจริงจังนับตั้งแต่ได้เห็นการต่อสู้ระหว่างโทโอกับเซย์รินในรอบคัดเลือกการแข่งขันอินเตอร์ไฮ แต่มาเริ่มฝึกซ้อมอย่างเอาเป็นเอาตายนับตั้งแต่ได้เห็นผังการแข่งขันรอบจริง...

 

ต้องเจอกับอาโอมิเนจจิ

 

เพียงแค่คิด...ตัวเขาก็ไม่อาจอยู่นิ่งเฉยได้ รู้สึกว่าต้องทำอะไรสักอย่าง ต้องหาทางทำอะไรให้ตนเองไม่มีเวลาคิดเรื่องไร้สาระ ต้องเฝ้าฝึกฝนอย่างหนักเพื่อที่ว่าเมื่อกลับบ้านไปล้มตัวลงนอนเขาจะได้ถูกห้วงนิทรากลืนกินในทันที

 

มืออบอุ่นวางลงบนหัวก่อนขยี้เบาๆ สัมผัสนั้นช่างคล้ายคลึงกับมือใหญ่ๆ ของใครบางคนนัก ทั้งๆ ที่เวลาผ่านมาไม่ถึงหนึ่งปี แต่เขากลับรู้สึกว่ามันช่างยาวนานเหลือเกิน ยาวนานจนแทบจะลบเลือนรอยยิ้มของคนคนนั้นออกจากความทรงจำของเขาไปแล้ว

 

คิเสะหรี่ตาลงเล็กน้อย ขอบตาร้อนผ่าวจนต้องรีบก้มหลบ

 

“เป็นลูกผู้ชายประสาอะไร ขี้แยจริง” กระแสเสียงนั้นไม่ได้มีความเกรี้ยวกราดเจือปนอยู่แม้แต่น้อย คาซามัตสึดีดหน้าผากขาวๆ นั้นเบาๆ แล้วจึงดึงร่างของอีกฝ่ายให้ลุกขึ้นยืน

 

“ขอโทษที่ทำให้เดือดร้อนนะครับรุ่นพี่...” เสียงของคนที่ยังไม่ยอมเงยหน้าขึ้นสักทีอู้อี้เหมือนเป็นหวัด ซ้ำยังมีการสูดจมูกเป็นระยะๆ อีกต่างหาก

 

ไม่เหลือมาดนายแบบสักนิด

 

เด็กหนุ่มขยี้เรือนผมสีทองนุ่มมือนั้นแรงๆ ก่อนออกคำสั่งเสียงดังหนักแน่นว่า “ตั้งแต่พรุ่งนี้นายห้ามแตะลูกจนกว่าฉันจะอนุญาต เข้าใจมั้ย!”

 

“ง่ะ แต่ว่า...!!” คิเสะเงยหน้าขึ้นมาตั้งท่าจะประท้วง ใบหน้าหล่อเหลานั้นไม่หลงเหลือเค้าของนายแบบสุดฮอตสักนิด จมูกแดง ตาบวมเป่ง แถมยังมีน้ำตาซึม แต่เมื่อเห็นสีหน้าที่บ่งบอกว่าห้ามโต้แย้งของกัปตันสุดโหดแล้ว เด็กหนุ่มก็ได้แต่ทำหน้ามุ่ย เอ่ยอย่างไม่เต็มใจนักว่า “เข้าใจก็ได้ครับ”

 

“ดี กลับกันได้แล้ว”

 

นับเป็นครั้งที่สอง...ที่คิเสะต้องมาปิดโรงยิมพร้อมรุ่นพี่สักคนตอนดึกๆ ดื่นๆ และคาดว่าคงไม่มีครั้งที่สามหลังจากนี้อีกแล้ว...ไม่อย่างนั้นมีหวังคอกับบ่าของเขาต้องพลัดพรากจากกันอย่างไม่มีวันได้หวนกลับแหงๆ

 

 

 

 

...เช้าวันรุ่งขึ้น...คิเสะไข้ขึ้นสามสิบเก้าจุดเจ็ดองศา...นอนแบ็บอยู่บนฟูกกระดิกกระเดี้ยไม่ได้ ร่างกายราวกับถูกสนิมจับไปทั่ว ขยับแต่ละทีเหมือนต้องใช้เรี่ยวแรงมหาศาล

 

และถูกผู้ปกครองบ่นจนหูชา

 

“เพราะชอบตากน้ำค้างกลับบ้านตอนดึกๆ ดื่นๆ นอนก็น้อย ข้าวปลาก็ไม่ค่อยยอมกิน แถมชอบทำอะไรเกินกำลังน่ะสิ!”

 

คิโยทากะท้าวเอวบ่นเป็นหมีกินผึ้งก่อนจะรีบกุลีกุจอมาเปลี่ยนผ้าชุบน้ำบนหน้าผากของเขาเป็นผืนใหม่ ชายหนุ่มขมวดคิ้วมุ่นเมื่อพบว่าอุณหภูมิจากร่างกายนั้นไม่มีทีท่าจะลดลงแม้แต่นิดเดียว

 

“ให้พี่พาไปหาหมอนะ?”

 

“แค่ก! ม..ไม่ต้องหรอกครับพี่คิโย…แค่ไข้ เดี๋ยว แค่ก..ก็หาย..เอง.. แค่กๆๆๆ!”

 

...แบบนี้ไม่พูดยังจะดีซะกว่า คิโยทากะมองน้องชายต่างสายเลือดของตนที่ตอนนี้ให้อารมณ์จวนจะลงโลงอยู่รอมร่อด้วยสายตากลัดกลุ้ม เขาตัดสินใจทำหูทวนลมต่อประโยคปฏิเสธนั้น แล้วจึงลุกขึ้นไปเลื่อนเปิดบานโชจิ[1]ออกก่อนตะโกนบอกพี่สะใภ้ของตนที่กำลังเตรียมข้าวต้มอยู่ในห้องครัวชั้นล่างว่า “พี่ยูมิครับ ผมพาเรียวตะไปหาหมอนะ”

 

“ทานข้าว ทานยาก่อนดีมั้ยจ๊ะ”

 

คิโยทากะหันมามองคนที่นอนซมอย่างประเมินอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบปฏิเสธไป “รีบพาไปให้ถึงมือหมอดีกว่าครับ”

 

“จ้ะ เดี๋ยวพี่ไปเปิดประตูบ้านให้ คิโยอุ้มน้องไปที่รถได้เลยนะ”

 

คิโยทากะตะโกนรับคำก่อนเดินกลับมาที่ฟูกนอน “เรียวตะ เกาะคอพี่ไว้นะ” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงนุ่มก่อนตลบผ้าห่มออกแล้วช้อนร่างสูงเพรียวของอีกฝ่ายขึ้นอุ้ม

 

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว นายแบบหนุ่มก็คร้านจะทักท้วงขัดขืน ที่สำคัญคือเขามึนหัวไปหมดจนแทบคิดอะไรไม่ออกแล้ว ได้แต่ยกมือขึ้นกอดคออีกฝ่ายเอาไว้อย่างว่าง่าย

 

ดวงตาสีน้ำตาลทองปิดลงอย่างอ่อนเพลีย แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่วายเอ่ยพึมพำทิ้งท้ายก่อนหมดสติไปว่า “พี่คิโยครับ...อย่าลืมโทรบอกโรงเรียนกับกัปตันด้วยนะ...”

 

สมองอันพร่าเบลอนั้นพยายามบ่งบอกเขาอย่างกระท่อนกระแท่นว่าถ้ากัปตันรู้ว่าเขาไข้ขึ้นจะต้องโดนโกรธแน่ๆ แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าคือถ้าไม่บอกให้อีกฝ่ายรู้...คงโดนโกรธหนักยิ่งกว่าเดิมแหงๆ

 

พอไม่มีอะไรให้ติดค้างกังวลแล้ว...คิเสะก็หมดสติไปแทบจะในทันที

 

 

 

 

ลืมตาขึ้นมาอีกครั้งก็เห็นเพดานสีขาวอันไม่คุ้นตาลอยอยู่เหนือศีรษะ

 

ดวงตาสีน้ำตาลทองกะพริบปริบเมื่อแสงที่ส่องลอดผ่านบานหน้าต่างมานั้นช่างเจิดจ้าจนทำให้ตาพร่า เด็กหนุ่มผ่อนลมหายใจออกยาว รับรู้ได้ถึงความร้อนผ่าวที่ปะปนอยู่ในลมหายใจ เขานอนหลับตานิ่งๆ อยู่สักพักจนกระทั่งเรียบเรียงความคิดออกมาได้เป็นรูปเป็นร่างแล้วจึงค่อยลืมตาขึ้นมองไปรอบๆ

 

จากสภาพที่เห็นเขาสามารถบอกได้ในทันทีว่าเวลานี้ตนกำลังนอนอยู่ในห้องพักคนไข้แห่งหนึ่ง ชื่อโรงพยาบาลที่ตราอยู่บนข้าวของเครื่องใช้เป็นโรงพยาบาลชื่อดังในกรุงโตเกียว...อันที่จริงก็แค่เป็นไข้ ไม่เห็นต้องพามาส่งโรงพยาบาลที่ขึ้นชื่อทั้งในเรื่องฝีมือและเรื่องราคาแพงกระเป๋าฉีกแบบนี้เลย แต่เนื่องจากเด็กหนุ่มรู้ดีถึงระดับความเป็นห่วงที่พี่ชายต่างสายเลือดมีให้แก่ตน ดังนั้นจึงไม่ค่อยแปลกใจเท่าไหร่นัก

 

คิเสะ เรียวตะกวาดตามองไปรอบๆ อีกครั้ง ห้องนี้เป็นห้องพักรวม นอกจากเตียงที่เขานอนอยู่ซึ่งตั้งติดริมหน้าต่างแล้วก็มีเตียงคนไข้อีกสองเตียง เพียงแต่ว่ามันว่างเปล่า ไม่มีใครนอนอยู่เลย ดังนั้นก็เหมือนกับว่าเขาเหมาห้องนี้เอาไว้คนเดียวนั่นล่ะ

 

พี่คิโยทากะไม่อยู่ ข้อนี้ทำเอาเขาแปลกใจไม่น้อย ด้วยนิสัยของชายหนุ่มแล้ว ถ้าไม่ใช่เหตุสุดวิสัยจริงๆ คงไม่มีวันยอมผละออกจากข้างเตียงหายไปไหนแน่

 

เด็กหนุ่มปรับเตียงให้ชันขึ้นเพื่อยันกายลุกขึ้นนั่งพิง แขนขาเรียวยาวยืดออกจนสุดขับไล่ความเมื่อยขบจากที่ต้องอยู่เฉยๆ มาเป็นเวลาหลายชั่วโมง ขณะที่กำลังคิดว่าเหนียวตัว อยากอาบน้ำนั้น เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นเบาๆ ก่อนเปิดออก

 

“อ๊ะ ตื่นแล้วหรือครับ” เป็นบุรุษพยาบาลท่าทางสำรวมเรียบร้อยคนหนึ่งที่เปิดประตูเข้ามา เขาเอ่ยทักทายด้วยใบหน้าประดับรอยยิ้มบางๆ ดูนุ่มนวลอ่อนโยน แล้วจึงปิดประตูลง

 

“อรุณสวัสดิ์ครับ” เด็กหนุ่มเอ่ยทักทายตามประสาคนอัธยาศัยดีเลิศเป็นพิเศษ

 

“อันที่จริงต้องบอกว่าสายัณสวัสดิ์ครับ เกือบสี่โมงแล้วน่ะ” เขาเดินเข้ามาใกล้ก่อนหยิบปรอทส่งให้เด็กหนุ่มคาบไว้เพื่อวัดอุณหภูมิ

 

“ผมเหนียวตัวจัง อาบน้ำได้มั้ยครับ”

 

“ไม่ได้หรอกครับ เธอเพิ่งสร่างไข้เองนะ” ใบหน้าอ่อนเยาว์กว่าอายุจริงของชายหนุ่มขมวดคิ้วมุ่น คิเสะไม่รู้หรอกว่าอีกฝ่ายอายุจริงเท่าไหร่ แต่มองดูแค่รูปลักษณ์ภายนอกแล้วกลับดูเหมือนคนอายุราวๆ สิบแปดเท่านั้นเอง หรืออย่างมากก็ไม่เกินยี่สิบปี

 

 นายแบบหนุ่มดึงปรอทออกจากปากก่อนโชว์ให้บุรุษพยาบาลดูเหมือนเด็กอวดของเล่น

 

“หายแล้วล่ะครับ!”

 

กับใบหน้าที่ยิ้มแย้มออดอ้อนนั้น คนส่วนใหญ่...โดยเฉพาะสาวๆ ไม่ว่าจะเป็นสาวน้อยหรือสาวใหญ่ก็ตาม มักจะไม่สามารถต้านทานได้ในทุกกรณี แต่...น่าเสียดายที่ว่าคนตรงหน้าเป็นผู้ชาย ซ้ำยังไม่หลงไปกับรอยยิ้มการค้าของเขาอีกต่างหาก ดังนั้นคิเสะจึงได้รับคำปฏิเสธซ้ำสองกลับมา แต่อย่างน้อยอีกฝ่ายก็ยังยื่นข้อเสนอให้ว่า “งั้นผมเช็ดตัวให้แล้วกันนะครับ”

 

อันว่าคนเราไม่ควรโลภมากเกินไป ดังนั้นคิเสะจึงเลิกดื้อก่อนจะโดนคุณบุรุษพยาบาลจับฉีดยา

 

“คุณคิเสะเป็นนายแบบสินะครับ”

 

“อ๊ะ ครับ ทราบด้วยหรือครับ” เด็กหนุ่มยิ้มเขินๆ ขณะที่กำลังถอดชุดคนไข้ออก ชายหนุ่มที่คะเนด้วยสายตาคงเตี้ยกว่าเขาเล็กน้อยส่งยิ้มบางๆ มาให้ก่อนยื่นมือมาช่วยแล้วจึงนำผ้าชุบน้ำอุ่นเช็ดตัวโดยเริ่มจากบริเวณลำคอ ผิวขาวๆ เหมือนจะขึ้นสีเรื่อเล็กน้อยเมื่อสัมผัสถูกผ้าอุ่นๆ

 

แม้จะเป็นนายแบบมาหลายปี แต่ส่วนใหญ่แล้วเขาแทบไม่เคยรับงานที่ต้องเปลือยกายถ่ายรูปมาก่อน (ต่อให้มีงานติดต่อเข้ามาก็โดนลุงหมีปฏิเสธจนลูกค้าเผ่นกระเจิงนั่นล่ะ) ดังนั้นพอมีคนแปลกหน้ามาใช้สายตาสำรวจไปทั่วเรือนร่างแบบนี้แล้ว ต่อให้คิเสะความรู้สึกช้ายังไงก็ต้องมีเขินบ้างเป็นธรรมดา

 

เหมือนจะรู้ว่าที่หน้าเขาแดงแปร๊ดแบบนี้เป็นเพราะความอายมากกว่าจะเป็นเพราะไข้ ดังนั้นชายหนุ่มจึงส่งยิ้มอ่อนโยนให้แล้วจึงเอ่ยว่า “นอนคว่ำนะครับ”

 

แบบนี้จะได้ไม่ต้องทำตัวไม่ถูก...ไม่รู้จะเอาลูกกะตาไปไว้ตรงไหน

 

คิเสะพลิกตัวนอนคว่ำอย่างว่าง่าย สัมผัสเบาๆ ที่ไล้ไปตามแผ่นหลังนั้นชวนให้รู้สึกสบายจนตาปรือง่วงงุน คงเพราะเหงื่อออกเยอะ เขาถึงรู้สึกเพลียมากกว่าปกติเป็นพิเศษ

 

“คิเสะคุง?”

 

เสียงเอ่ยเรียกแผ่วเบาทำให้เขาครางงึมงำตอบรับในลำคออย่างไม่ค่อยมีสตินัก

 

คิเสะผ่อนลมหายใจยาว แล้วจึงผล็อยหลับไปอีกครั้งโดยไม่ทันได้รู้ตัว

 

 

 

 

คิดว่าเวลาคงผ่านไปไม่นานนัก ราวๆ สักสิบห้านาทีเป็นอย่างมาก เสียงเปิดประตูก็ทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกตัวตื่นขึ้น ข้างกายไม่มีบุรุษพยาบาลนายนั้นแล้ว แต่เขาก็ไม่ได้ให้ความสนใจเป็นพิเศษนัก เพราะคนที่เข้ามาในห้องน่าสนใจมากกว่าเยอะ

 

“สวัสดีครับคุณหมอ”

 

คิเสะขยี้ตาเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงง่วงงุน เขาสังเกตเห็นว่าเสื้อผ้าคนไข้ที่ถอดออกเพื่อเช็ดตัวกลับมาอยู่บนร่างอย่างเรียบร้อยทุกกระเบียดนิ้ว จนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกผิดที่ทำให้บุรุษพยาบาลนายนั้นต้องลำบาก ตัวเขาก็ไม่ใช่เล็กๆ คงเหนื่อยแย่กว่าจะจับใส่เสื้อผ้าได้

 

“รู้สึกยังไงบ้างครับ” คุณหมอวัยกลางคนเอ่ยถามไถ่ด้วยน้ำเสียงใจดี

 

“ดีขึ้นแล้วล่ะครับ” เด็กหนุ่มตอบด้วยน้ำเสียงสดชื่นขึ้นกว่าเมื่อครู่นี้มาก ดวงตาสีน้ำตาลทองกวาดมองไปรอบๆ ห้องก่อนขมวดคิ้วอย่างสงสัย “แล้วพี่...เอ่อ คนที่พาผมมาโรงพยาบาลอยู่ไหนเหรอครับ”

 

“พี่อยู่นี่” ยังไม่ทันที่คุณหมอจะได้เอ่ยตอบอะไร เสียงของคิโยทากะก็ดังขึ้นจากบริเวณหน้าประตู ชายหนุ่มเดินเข้ามาในห้องพลางค้อมศีรษะลงทักทายผู้อาวุโสกว่าในห้อง

 

ร่างสูงเดินมาทาบมือลงบนหน้าผากขาว ก่อนยิ้มออกมาเล็กน้อยเมื่อพบว่ามันไม่ได้มีอุณหภูมิสูงจนแทบส่งเสียงร้อนฉ่ายามวางมือทาบลงไป

 

“ผมกลับบ้านได้เลยหรือเปล่าครับคุณหมอ” คิเสะหันไปเอ่ยถามกับชายวัยกลางคนซึ่งอีกฝ่ายก็พยักหน้ารับพลางส่งยิ้มให้

 

“ครับ ไหนๆ น้ำเกลือก็หมดพอดี คงไม่เป็นไรแล้วล่ะครับ แค่ช่วงนี้อย่าเพิ่งทำอะไรหักโหม พักผ่อนเยอะๆ อีกเดี๋ยวก็หายเป็นปกติแล้ว”

 

“แน่ใจนะว่าไม่เป็นไรแล้ว ไม่ใช่ว่าฝืนอยู่หรอกนะ” คิโยทากะขมวดคิ้วมุ่นพลางมองหน้าเขาอย่างพยายามจับผิด

 

“โธ่ พี่คิโย ผมแข็งแรงออกจะตาย กับแค่ไข้แป๊บเดียวก็หายแล้วล่ะครับ”

 

คิโยทากะหันไปมองหน้าหมอเหมือนขอความเห็น ซึ่งอีกฝ่ายก็พยักหน้ายิ้มๆ “หนุ่มๆ ก็ดีอย่างนี้ล่ะนะครับ”

 

“งั้นผมขอเปลี่ยนชุดเลยนะ ขอบคุณนะครับคุณหมอ”

 

 

 

 

หลังจากจัดการทำเรื่องออกจากโรงพยาบาลเสร็จเรียบร้อยแล้ว คิเสะก็เดินออกมายืดเส้นยืดสายจนกระดูกทั่วตัวลั่นกร๊อบๆ

 

ไม่ได้ขยับตัวนานๆ นี่มันทำให้ร่างกายฝืดชะมัด ไม่เหมาะกับเขาเอาเสียเลย

 

เด็กหนุ่มเดินเตร่อยู่แถวหน้าโรงพยาบาล เขาขอพี่ชายออกมาสูดอากาศสักพัก ซึ่งอีกฝ่ายก็ยอมตกลงพลางบอกว่าเดี๋ยวจะขับรถวนมารับ ตอนนี้เป็นเวลาราวๆ สี่โมงครึ่ง ท้องฟ้าแจ่มใสมากเป็นพิเศษ หรืออาจจะเป็นเพราะนานแล้วที่เขาไม่ได้เงยหน้ามองท้องฟ้าให้เต็มตาแบบนี้ก็เป็นได้

 

ไหนๆ ก็มาโตเกียวแล้วทั้งที...แวะไปที่บ้านหน่อยดีมั้ยนะ...

 

ยังไม่ทันได้ตัดสินใจอะไรเสียงแตรรถก็ดังขึ้นเบาๆ จากด้านหลัง คิเสะหันไปมองก่อนยิ้มออกมาเมื่อพบว่าคนที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัยนั้นกำลังกวักมือเรียกหยอยๆ

 

เด็กหนุ่มวิ่งไปขึ้นรถ หลังจากปิดประตู คาดเข็มขัดเสร็จเรียบร้อยแล้วเขาจึงเพิ่งมีโอกาสได้เอ่ยว่า “ขอโทษที่ทำให้เดือดร้อนนะครับ” พลางค้อมศีรษะลงอย่างเกรงใจ

 

กำปั้นแข็งๆ ทุบลงบนหัวทองๆ “พี่อยากให้นายใส่ใจเรื่องที่ตัวเองป่วยมากกว่าจะทำให้ใครลำบากนะเรียวตะ” ชายหนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนอกอ่อนใจ

 

คิโยทากะมีความภาคภูมิใจมาตลอดในเรื่องที่สามารถพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่าเขาคือคนที่เลี้ยงเด็กคนนี้มาเองกับมือ เพราะราวสิบปีก่อน เขาอายุสิบห้าขณะที่เด็กคนนี้อายุหกขวบ ครอบครัวของเรียวตะอยู่ในช่วงกำลังก่อร่างสร้างตัว พ่อแม่ทำงานหนักด้วยกันทั้งคู่ ดังนั้นเด็กชายตัวน้อยจึงถูกนำมาฝากเลี้ยงไว้ที่บ้านคุราตะเป็นประจำ

 

ตอนนั้นพี่สะใภ้เพิ่งแต่งงานเข้ามาใหม่ๆ จึงยังต้องปรับตัวอีกมาก เด็กน้อยเรียวตะก็เลยถูกโอนมาให้เขาดูแลแทน

 

อยากจะหยุดเวลาไว้ที่สมัยนั้นจริงๆ

 

“พี่คิโยครับ ผมขอแวะบ้านหน่อยได้มั้ย” เด็กหนุ่มเอ่ยขอด้วยน้ำเสียงทุ้มใส ภาพความหลังครั้งเยาว์วัยถูกแทนที่ด้วยปัจจุบัน

 

“หืม? ได้สิ” คิโยทากะส่งยิ้มอ่อนโยนให้น้องชาย

 

มีอยู่เพียงไม่กี่เรื่องเท่านั้นล่ะที่จะทำให้เขาพูดคำว่า ‘ไม่ได้’ ต่อหน้าเรียวตะลง

 

 

 

 

เนื่องจากบริเวณบ้านไม่มีที่จอดรถ อีกทั้งถนนด้านหน้าก็แคบจนไม่ควรจอดขวางทางจราจร ดังนั้นคิโยทากะจึงต้องจอดไว้ในที่ที่ได้รับอนุญาต แล้วจึงค่อยลงเดิน

 

แม้คิเสะจะยืนกรานเสียงแข็งว่าสบายดีแล้ว หากทว่าชายหนุ่มกลับไม่ยอมปล่อยให้น้องชายเดินห่างกายแม้แต่เมตรเดียว อย่างน้อยๆ ถ้าเด็กหนุ่มล้มไปเขาก็สามารถมั่นใจได้ว่าจะเอื้อมมือออกไปรับทัน

 

นายแบบหนุ่มทำหน้าอ่อนใจ เลือกอย่างชาญฉลาดโดยการเลิกทำสิ่งไร้ประโยชน์อย่างการคัดค้านพี่ชายขี้ห่วงคนนี้ เก็บแรงเอาไว้ทำอย่างอื่นดีกว่า

 

ระยะห่างจากที่จอดรถไปถึงบ้านไม่ไกลมากนัก แต่คงเพราะเขาลากขาเดินเอื่อยเฉื่อยมองบริเวณรอบบ้านที่ห่างหายไปนานหลายเดือนจึงได้ใช้เวลามากกว่าปกติ

 

ประตูรั้วนั้นไม่ได้ล็อกเอาไว้ แค่ปลดสลักออกแล้วผลักเข้าไปก็สามารถผ่านได้อย่างสะดวก คิเสะหยิบกุญแจที่ซ่อนไว้ใต้กระถางต้นไม้กระถางหนึ่ง(จากนับสิบกระถาง...)มาเปิดประตูบ้าน เด็กหนุ่มรอให้พี่ชายต่างสายเลือดก้าวนำเข้าไปก่อน หากทว่ายังไม่ทันที่ตนเองจะได้ก้าวตาม ท่อนแขนของเขาก็กลับถูกกระชากดึงรั้งอย่างรุนแรง!

 

“อ๊ะ!!?”

 

เด็กหนุ่มถูกกระชากให้หันกลับไปจนแทบจะปลิวตามแรงมือ ดวงตาสีน้ำตาลทองเบิกกว้างจ้องมองใบหน้าของอีกฝ่ายที่แสดงความเกรี้ยวกราดออกมาอย่างชัดเจนด้วยความตกใจ สีสันของเปลวไฟที่ร้อนที่สุดคือสีน้ำเงินเย็นตา...คิเสะคิดว่ามันคงไม่ต่างไปจากดวงตาของอาโอมิเนจจิตอนนี้เลย...

 

“อ..อา...” ชื่อของอีกฝ่ายติดอยู่บนปลายลิ้น ริมฝีปากบางสวยนั้นขยับ หากกลับไม่มีเสียงใดๆ เล็ดลอดออกมา ตอนนี้เขาทั้งสับสน ทั้งคิดอะไรไม่ออก อีกทั้งยัง...

 

คิเสะหลุบตาลงไม่กล้ามองใบหน้าของอีกฝ่าย

 

“เรียวตะ? ทำอะไรอยู่น่ะ”

 

คิโยทากะที่เห็นน้องชายไม่เข้ามาเสียทีเดินออกมาตาม ก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อเห็นสถานการณ์ไม่ปกติตรงหน้า “เฮ้ย แกเป็นใคร จะทำอะไร!?”

 

ชายหนุ่มพุ่งปราดเข้ามาด้วยท่าทางเอาเรื่อง ซึ่งเด็กหนุ่มผิวเข้มก็แสยะยิ้มรับอย่างสมใจ ท่าทางอยากมีเรื่องเต็มแก่แบบนั้นทำให้คนที่อยู่ตรงกลางต้องสะดุ้งเฮือก ก่อนหันกลับไปเอ่ยกับพี่ชายอย่างรวดเร็วว่า “ไม่เป็นไรครับพี่คิโย” คิเสะยิ้มกว้างอย่างร่าเริง ทำเหมือนเหตุการณ์ทุกอย่างไม่มีอะไรผิดปกติ “นี่เพื่อ.....” เสียงทุ้มใสนั้นสะดุดลงก่อนทันได้เอ่ยแนะนำจนจบ เด็กหนุ่มนิ่งค้างไปเล็กน้อยก่อนปรับคำพูดใหม่เป็น “นี่คนรู้จักของผมเอง...”

 

แรงมือที่กำแน่นอยู่บนต้นแขนนั้นเค้นหนักยิ่งกว่าเดิมจนราวกับเจ้าของมันตั้งใจจะบีบให้แหลก

 

เด็กหนุ่มเก็บสีหน้าเจ็บปวดเอาไว้อย่างแนบเนียนก่อนเอ่ยกับคิโยทากะที่ทำหน้าไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่นักต่อว่า “พี่คิโยเข้าไปนั่งพักก่อนนะครับ เดี๋ยวผมมา”

 

ไม่รอให้อีกฝ่ายตอบรับหรืออนุญาต คิเสะ เรียวตะก็รีบปิดประตูบ้านลงแล้วจึงเงยหน้ามองเด็กหนุ่มร่างสูงข้างๆ อย่างกล้าๆ กลัวๆ

 

“...อาโอมิเนจจิ...ฉันเจ็บ...”

 

เมื่อเอ่ยออกไปอย่างนั้นแล้ว อาโอมิเนะจึงยอมคลายแรงมือลงเล็กน้อย หากทว่ากลับไม่ยอมปล่อย เด็กหนุ่มลากอีกฝ่ายออกจากบ้านโดยไม่พูดพร่ำทำเพลงใดๆ ทั้งสิ้น แม้จะงุนงงสงสัย แต่คิเสะก็ยอมเดินตามอีกฝ่ายไปอย่างว่าง่าย

 

นายแบบหนุ่มพยายามก้าวตามอีกฝ่ายให้ทันจนแทบไม่ได้มองทัศนียภาพรอบด้าน พอรู้ตัวอีกทีก็ถูกจับไหล่ทั้งสองข้างกระแทกกับผนังในสถานที่ร้างไร้ผู้คนแห่งหนึ่ง ดวงตาสีน้ำตาลทองตื่นกลัวเหมือนสัตว์อ่อนแอเจอผู้ล่ากวาดมองไปรอบๆ อย่างตื่นๆ

 

เหมือนว่าอาโอมิเนจจิจะพามาที่ใต้สะพานข้ามแม่น้ำซึ่งอยู่ระหว่างบ้านของพวกเขา

 

คิเสะรวบรวมความกล้าค่อยๆ เหลือบตาขึ้นมองอีกฝ่ายที่จนบัดนี้ก็ยังนิ่งเงียบไม่ยอมเอ่ยอะไรออกมาสักคำ สีหน้านั้นยังคงเต็มไปด้วยความไม่พอใจจนเด็กหนุ่มอดไม่ได้ที่จะรู้สึก...หวาดกลัว...

 

นับตั้งแต่เกิดเรื่องคราวนั้น...คิเสะก็พยายามที่จะหลีกเลี่ยง ระวังไม่ให้ตนเองเผลอทำเรื่องใดๆ ให้อีกฝ่ายรู้สึกโกรธเคืองหรือรำคาญใจ... 

 

...แต่ถึงอย่างนั้น...อาโอมิเนจจิก็ยังโกรธเขาอยู่ดี...

 

“อาโอมิเนจจิ...” ดวงตาสีน้ำเงินคมกริบตวัดมาจับจ้องทำให้อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเกร็งขึ้นมา...ทั้งๆ ก่อนหน้านี้ไม่เคยเลย...ไม่เคยแม้แต่ครั้งเดียวที่เขาจะรู้สึกหวาดเกรงต่อดวงตาคู่นั้น ต่อใบหน้าคมเข้มที่ปราศจากรอยยิ้มตรงหน้า ต่อร่างกายสูงใหญ่กำยำที่ทาบเงาลงมา

 

“อาโอมิเนจจิ...”

 

แม้จะไม่ได้ตั้งใจ...หากทว่า...

 

“โกรธฉันเรื่องอะไรเหรอ...”

 

คำถามที่ต้องรวบรวมความกล้าอย่างมากมายเพื่อเอ่ยมันออกมานั้น...กลับสั่นเครือจนแทบฟังไม่เข้าใจ...

 

 

 

 

คำถามนั้นฟังดูง่ายดาย หากอาโอมิเนะกลับหาคำตอบไม่เจอ ในอกปั่นป่วนจนจับต้นชนปลายความคิดไม่ได้ รู้แต่เพียงว่าเมื่อเห็นภาพอีกฝ่ายไปสนิทชิดเชื้อกับคนอื่นแล้ว ความหงุดหงิดซึ่งไม่รู้ที่มากลับผุดพรายขึ้นจนต้องกำหมัดแน่น เมื่อเห็นภาพใบหน้าหล่อเหลานั้นหันไปยิ้มแย้มอย่างร่าเริงสดใสให้คนอื่น ก็ทำให้เขาต้องกัดฟันกรอด และยิ่งเมื่อเห็นวงแขนของผู้ชายคนนั้นที่ยืนอยู่ข้างๆ โอบหมอนี่ไว้อย่างหวงแหน...มันก็ทำให้ความอดทนของเขาสิ้นสุดลง!

 

บางที...คนที่อยากรู้คำตอบนั้นมากที่สุดคงจะเป็นเขาเอง

 

 

 

 

เมื่อเห็นอีกฝ่ายนิ่งไปไม่ตอบคำถามของตน คิเสะจึงยิ้มออกมาบางๆ ดวงตาสีน้ำตาลทองหลุบลงมองปลายเท้า พึมพำด้วยเสียงอันพร่าแผ่วจนแทบไม่ได้ยิน ถ้าอาโอมิเนะไม่ได้ฟังผิดไป เสียงนั้นเหมือนจะพูดออกมาว่า “ไม่เป็นไร”

 

แต่...สีหน้าและน้ำเสียงนั้นไม่ได้ชวนให้รู้สึกคล้อยตามเลยแม้แต่นิดเดียว...

 

อีกแล้ว...

 

...เขาทำให้หมอนี่มีสีหน้าแบบนี้อีกแล้ว...

 

อาโอมิเนะมองอีกฝ่ายอย่างไม่สามารถคาดเดาอารมณ์ได้ ใบหน้าหล่อเหลานั้นก้มลงต่ำจนเขามองเห็นแต่ผมสีทองท่าทางนุ่มมือ เมื่อเห็นเช่นนั้นแล้วก็อดรู้สึกไม่ได้ว่าทั้งๆ ที่เวลาเพิ่งผ่านมาไม่กี่เดือน...แต่กลับรู้สึกเหมือนมันช่างยาวนานจนแทบลืมไปแล้วว่าสัมผัสจากอีกฝ่ายให้ความรู้สึกอย่างไร ทั้งเสียงหัวเราะ ทั้งรอยยิ้ม สิ่งเหล่านั้นล้วนแล้วแต่เคยเป็นของเขา ไม่รู้ตัวเลยว่าได้สูญเสียมันไปตั้งแต่เมื่อไหร่...

 

เด็กหนุ่มไม่รู้จะเอ่ยอะไรในสถานการณ์เช่นนี้ดี...ไม่สิ ราวกับว่าสิ่งที่อยากพูดมีเยอะมากเกินไป มีหลากหลายอารมณ์มากเกินไป และมันก็ทำให้ขัดแย้งกันจนไม่สามารถกลั่นกรองออกมาเป็นความคิดได้แม้แต่อย่างเดียว

 

คนที่ทำลายความเงียบขึ้นมาก่อนคือคนคนเดิม...คนที่มักขจัดบรรยากาศตึงเครียดออกไปได้ด้วยรอยยิ้ม คนที่ไม่ว่าตนเองจะเป็นฝ่ายผิดหรือถูก ก็ยอมลงให้เสมอ...

 

“จริงสิ การแข่งรอบคัดเลือกเมื่อสองอาทิตย์ที่แล้วฉันได้ไปดูมาด้วยนะ...” ใบหน้าขาวหมดจดสมเป็นนายแบบเงยขึ้นส่งยิ้มให้อย่างสดใส เอ่ยพูดคุยเพื่อทำลายบรรยากาศเงียบสงัดวังเวงจนพาลให้หายใจไม่ออก “ทั้งคุโกจจิ คางามิจจิ แล้วก็อาโอมิเนจจิเท่มากๆ เลย น่าเสียดายที่ดูเหมือนคางามิจจิจะบาดเจ็บอยู่ ไม่อย่างนั้นคงสนุกกว่านี้”

 

“แต่ก็ทำเอาอึ้งไปเลยนะ ขนาดขาเจ็บอยู่แท้ๆ ยังโดดได้สูงขนาดนั้น”

 

“แต่ว่าก็ว่าเถอะ ทั้งๆ ที่ฉันก็มาสายแล้วแท้ๆ แต่อาโอมิเนจจิยังจะอุตส่าห์มาสายกว่าฉันอีกแหนะ น่าสงสารโมโมจจิออก อย่าสร้างความลำบากให้เธอนักซี่”

 

“แต่สมาชิกในทีมโทโอคนอื่นๆ ก็เก่งนะ เจ้าคนที่ชู้ตสามแต้มแล้วเอาแต่ขอโทษครับ ขอโทษครับนั่นน่ะ ตลกดี น่าลองให้เจอกับมิโดริมัจจิชะมัด แต่ฉันไม่ค่อยอยากเจอเลยอะ ถึงตอนดูอยู่นอกสนามจะตลกดี แต่ถ้าเจอกันจริงๆ คงขำไม่ออกแหงๆ กัปตันของเซย์รินก็คงคิดเหมือนกันอ่ะนะ ฮะๆๆๆ”

 

“ตอนอาโอมิเนจจิชู้ตจากหลังแป้นฉันเผลอแช่งให้วืดด้วยล่ะ อ๊ะ อย่ามองแบบนั้นสิ แค่ล้อเล่นต่างหาก ล้อเล่นน่ะ! ตอนนั้นมัวแต่อึ้งอยู่ จะเอาเวลาที่ไหนไปแช่งเล่า!”

 

“แต่หลังจากนี้คุโรโกจจิกับคางามิจจิต้องน่ากลัวกว่าเดิมแหงเลย...ก็นะ พวกนั้นไม่ใช่คนที่แพ้แล้วจะไม่เอาคืนนี่นา”

 

“แล้วก็นะ...”

 

เด็กหนุ่มนิ่งเงียบไป หัวสมองที่ไม่ค่อยได้ใช้งานเท่าไหร่พยายามเค้นความทรงจำในวันนั้นออกมาอย่างสุดความสามารถ ความเงียบที่อาโอมิเนะมอบให้รังแต่จะทำให้น้ำเสียงร่าเริงของคิเสะยิ่งฟังดูเสแสร้งมากขึ้นเท่านั้น

 

“แล้วก็...”

 

การที่อาโอมิเนะไม่ยอมพูดอะไรเลยแม้แต่คำเดียว เอาแต่จ้องมองเขาอย่างเงียบๆ แบบนี้ยิ่งทำให้คิเสะนึกอะไรไม่ออกเข้าไปกันใหญ่ สุดท้ายแล้วพวกเขาจึงได้แต่นิ่งเงียบ รอยยิ้มบนใบหน้าหล่อเหลานั้นเจื่อนลงเรื่อยๆ เมื่อคนตรงหน้ายังคงไม่พูดอะไร...ซ้ำยังแผ่ความโกรธออกมาชัดเจนจนเด็กหนุ่มแทบทนความกดดันนี้ไม่ไหว

 

...อา...น่าสมเพชชะมัด...ไอ้ความรู้สึกอยากร้องไห้นี่มันอะไรกันนะ... 

 

“อาโอมิเนจจิ มีอะไรรึเปล่า? ถ้าไม่มีธุระอะไรฉันกลับแล้วนะ”

 

คิดถึง อยากเจอ แต่พอเจอแล้วกลับเจ็บปวด พอได้ยืนอยู่ตรงหน้าแล้วกลับอยากร้องไห้ แบบนี้ก็มีแต่จะทำให้อาโอมิเนจจิยิ่งเกลียดฉันน่ะสิ  

 

ประโยคนั้นกระตุ้นให้คิ้วเรียวเหนือดวงตาสีน้ำเงินยิ่งขมวดแน่น แม้อีกฝ่ายบอกว่าจะกลับ แต่เขาไม่คิดจะดึงมือที่ตรึงไหล่นั้นเอาไว้ออก แบบนี้คิเสะจึงขยับไปไหนไม่ได้ หากทว่าที่สำคัญกว่าคือมันทำให้อาโอมิเนะนึกขึ้นได้ถึงคำเอ่ยแนะนำตัวเขา...

 

“ทำไมนายถึงบอกว่าฉันเป็นคนรู้จัก”

 

“เอ๊ะ?”  

 

นี่เป็นประโยคแรกที่คิเสะได้ยินจากอีกฝ่ายหลังจากถูกลากตัวมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ดังนั้นเขาจึงไม่ทันได้ตั้งตัว ได้แต่ทำหน้างุนงงอย่างคนที่ตามไม่ทัน “หมอนั่นเป็นใคร ทำไมถึงแนะนำว่าฉันเป็นคนรู้จักของนาย”

 

อาโอมิเนะพยายามอย่างมากที่จะไม่เอ่ยด้วยน้ำเสียงตะคอก ยิ่งคิดถึงท่าทีใกล้ชิดเกินกว่าธรรมดาและชื่อเรียกที่เอ่ยอย่างสนิทสนมนั้นก็ยิ่งไม่พอใจ

 

“หมอนั่น? หมายถึงพี่คิโยเหรอ...” ดวงตาสีน้ำตาลทองนั้นฉายแววงุนงงสงสัย อีกทั้งยังไม่เข้าใจว่าทำไมอีกฝ่ายถึงต้องโกรธ เด็กหนุ่มเม้มริมฝีปากเล็กน้อยก่อนเอ่ยตอบคำถามที่ง่ายกว่าว่า “เขาชื่อคุราตะ คิโยทากะ เป็นญาติของฉันเอง”

 

คิเสะไม่เห็นความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องอธิบายแผนผังครอบครัวของตนให้ยุ่งยากวุ่นวาย ดังนั้นจึงไม่คิดจะบอกว่าพวกเขาเป็นญาติที่ไม่ได้มีสายเลือดเกี่ยวพันกัน แต่คำถามหลังจากนั้นก็ทำให้นายแบบหนุ่มถึงกับจนปัญญา...คำตอบนั้นมีอยู่แล้ว...แต่ว่า...

 

“ตอบมา!”

 

ท่าทางอึกอักนั้นทำให้อาโอมิเนะเผลอบีบไหล่อีกฝ่ายแน่นยิ่งกว่าเดิม

 

คิเสะสะดุ้งเฮือกก่อนเงยหน้ามองดวงตาสีน้ำเงินที่มีเพียงความโกรธ...

 

เด็กหนุ่มหัวเราะอย่างแห้งแล้งอยู่ในใจ กล้ำกลืนก้อนแข็งๆ ที่จุกอยู่ในลำคอก่อนเอ่ยด้วยรอยยิ้มบางๆ ว่า “ฉันกลัวอาโอมิเนจจิจะโกรธ...”

 

...ถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็โกรธเขาอยู่แล้ว...ต่อให้โกรธมากกว่านี้...ก็คงไม่เป็นไร...

 

ก็แค่เจ็บมากขึ้นอีกนิดหน่อยเท่านั้นเอง...

 

 

 

 

คำตอบชวนงุนงงและไม่คาดฝันนั้นทำเอาคนถามถึงกับนิ่งอึ้งไป กลัวเขาจะโกรธ? หมอนี่กลัวเขาโกรธเป็นด้วยหรือ?

 

พลัน...

 

‘น่ารำคาญ จะไปไหนก็ไป...’

 

ประโยคอันแสนโหดร้ายนั้นผุดขึ้นมาในความทรงจำ...คนที่เอ่ยออกมาคือเขาเอง...

 

แต่...อาโอมิเนะไม่คาดคิดมาก่อนเลย...ว่ามันจะทำร้ายอีกฝ่ายมากถึงเพียงนี้ ไม่คิดมาก่อนเลยว่าคำพูดของเขาเพียงไม่กี่คำจะสามารถทำให้เจ้าหมอนี่ถึงกับ...

 

“ฉันกลัว...” ดวงตาสีน้ำเงินจับจ้องใบหน้าหมดจดอย่างไม่อาจละสายตา ทั่วทั้งร่างนิ่งงันราวกับต้องคำสาป สัมผัสใต้อุ้งมือคือไหล่ที่สั่นเทาจนน่าสงสาร “...ถ้าบอกว่าเป็นเพื่อน แล้วอาโอมิเนจจิสวนกลับมาว่า ‘ไม่ใช่’ ล่ะก็...”

 

เด็กหนุ่มอยากเอ่ยสวนกลับไปว่าไม่มีทาง หากทว่าเขากลับไม่อาจทำได้...เพราะแม้กระทั่งตนเองก็ยังไม่แน่ใจ...

 

 “อาโอมิเนจจิ” ดวงตาชุ่มฉ่ำด้วยหยาดน้ำที่เอ่อคลอมองเขาอย่าง...มีความหวัง? อ้อวอน? อาโอมิเนะไม่แน่ใจนัก... “เรายังเป็นเพื่อนกันอยู่ใช่มั้ย...”

 

ใช่? หรือเปล่านะ? อาโอมิเนะไม่เข้าใจเลยแม้แต่น้อยว่าเขาลังเลอะไร คำตอบของคำถามนั้นมีอยู่เพียงหนึ่งเดียว อีกทั้งมันยังเป็นแค่คำตอบง่ายๆ เพียงแค่เอ่ยออกไป เรื่องงี่เง่าทั้งหมดที่ผ่านมาก็คงจบลงเช่นกัน

 

หากทว่า...

 

หากทว่า.......

 

“ไม่ใช่!” เด็กหนุ่มเอ่ยตอบเสียงดังจนอีกฝ่ายสะดุ้ง คิเสะเบิกตากว้าง คงไม่คาดคิดว่าจะได้ยินคำปฏิเสธอย่างเต็มปากเต็มคำเสียขนาดนั้น หยาดน้ำตาร่วงผล็อย แต่อาโอมิเนะไม่เว้นระยะให้เข้าใจผิด เอ่ยต่ออย่างรวดเร็วว่า “แกไม่รู้ตัวเลยหรือไง! ว่าแกน่ะ...ชอบฉัน!!”

 

คิเสะถึงกับนิ่งอึ้งไปเมื่อได้ยินประโยคไม่คาดฝันนั้น “เอ๊ะ?”

 

เมื่อเห็นสีหน้างุนงงนั้น เด็กหนุ่มผิวเข้มก็ยิ่งต้องข่มใจไม่ให้เผลอผ่ากะโหลกของอีกฝ่ายดูว่าข้างในนั้นมีอะไรอยู่บ้างหรือเปล่า หรือว่ามันจะกลวงโบ๋เหมือนสีหน้าว่างเปล่าของอีกฝ่ายตอนนี้กันแน่!

 

“ชอบ?”

 

เด็กหนุ่มเอ่ยพึมพำคล้ายเพิ่งหลุดจากภวังค์

 

“ชอบเหรอ?”

 

ไม่รู้ตอนนี้คิเสะนึกถึงอะไรอยู่ หากทว่าใบหน้าที่ยังคงเปียกชุ่มด้วยน้ำตานั้นกลับขึ้นสีแดงก่ำมากขึ้นเรื่อยๆ

 

“ฉันชอบอาโอมิเนจจิ...เหรอ?”

 

ประโยคนั้นใช่ประโยคที่ควรลงท้ายด้วยคำถามหรือไงเล่าเจ้าบ้า!

 

แม้จะอยากเอ่ยออกไปแค่ไหน หากทว่าอาโอมิเนะกลับพบว่าตอนนี้ตนเองไม่สามารถพูดอะไรออกไปได้ มองใบหน้าแดงก่ำนั้นเพลิดเพลินดีก็ใช่ แต่ที่สำคัญคือเขาไม่อยากเข้าไปขัดจังหวะตอนหมอนี่กำลัง ‘คิด’ ...ซึ่งสำหรับคิเสะ เรียวตะแล้วมันคงเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยได้ทำสักเท่าไหร่นัก

 

“ก็...บางที...อาจจะใช่ก็ได้”

 

มีทั้งก็ ทั้งบางที ทั้งอาจจะ ทั้งก็ได้

 

อาโอมิเนะไม่รู้จะถอนหายใจ หรือรู้สึกยินดีดีที่อย่างน้อยอีกฝ่ายก็รู้จักคำศัพท์พวกนี้

 

“แต่...” สายตาที่มองมานั้นแสดงความเจ็บปวดออกมาอย่างชัดเจนจนอาโอมิเนะไม่เข้าใจ การชอบเขามันมีอะไรน่าเจ็บปวดขนาดนั้นเลยหรือไง? “แต่อาโอมิเนจจิไม่ได้ชอบฉันนี่...ไม่ใช่เหรอ?”

 

เด็กหนุ่มขมวดคิ้ว นิ่งไป ไม่เข้าใจสักนิดว่าอีกฝ่ายไปเอาความคิดนั้นมาจากไหน พลันคำถามของอีกฝ่ายก็ได้ทำให้เขาฉุกคิด...ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา...เขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่ารู้สึกกับอีกฝ่ายยังไง

 

อาโอมิเนะนั้นรู้มานานแล้วว่าคิเสะชอบตนเอง เวลานั้นเขารู้สึกยังไงนะ? สนุก? คิดว่าก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาอยู่แล้วที่หมอนี่จะต้องชอบเขา?

 

แต่...ตัวเขาเองล่ะ?

 

คิดยังไง?

 

อาโอมิเนะไม่เคยสงสัยในเรื่องนี้เลยแม้แต่ครั้งเดียว...

 

 

 

 

“อา...ฉันขอโทษนะ...ไม่น่าคุยเรื่องนี้เลย...” นายแบบหนุ่มหัวเราะแห้งๆ แต่มันกลับเป็นเสียงหัวเราะที่ทำให้คนฟังรู้เจ็บปวดมากกว่าจะยินดี...

 

เมื่อเห็นอีกฝ่ายนิ่งไปนานถึงเพียงนั้น คิเสะก็ไม่สามารถจินตนาการได้ถึงคำตอบอื่นเลยแม้แต่อย่างเดียว “ขอโทษนะ...” ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่...ที่เขาเอ่ยขอโทษบ่อยเสียจนแทบกลายเป็นคำพูดติดปาก...ถึงจะรู้ดีว่าจะไม่มีวันได้รับการยกโทษให้ก็ตาม ก็...ใครใช้ให้เขาชอบอีกฝ่าย แต่ดันไม่รู้ตัวจนกระทั่งเจ้าตัวมาพูดต่อหน้าเองกันล่ะ “แต่..แต่เรายังเป็นเพื่อนกันได้อยู่ใช่มั้ย...”

 

...ได้โปรดเถอะนะ... 

 

...ฉันจะพยายาม... 

 

“ไม่มีทาง!” อาโอมิเนะตอบปฏิเสธอย่างรวดเร็ว...รวดเร็วจนแม้กระทั่งตัวเองยังตกใจ...

 

แม้น้ำตาจะร่วงผล็อยไม่หยุด หากทว่าเด็กหนุ่มกลับยังคงพยายามยิ้ม...คล้ายจะไม่รู้ตัวเลยว่าตนกำลังร้องไห้...

 

“อ..อือ...ไม่เป็นไร...ข..อโท..ษ..นะ”

 

อาโมอิเนะมองใบหน้าที่ประดับรอยยิ้มบางๆ นั้นด้วยท่าทางเฉยชา...หากทว่ามันก็เป็นเพียงแค่เปลือกนอก ตลอดเวลาที่ผ่านมาสิ่งที่เขาสนใจมีเพียงบาสเก็ตบอล เรื่องอื่นล้วนไม่อยู่ในสายตา หรืออย่างน้อยๆ...อาโอมิเนะก็เข้าใจเช่นนั้นเอง จึงไม่รู้ว่าจะรับมือกับสถานการณ์เช่นนี้อย่างไรดี

 

หมอนี่คงเข้าใจผิดไปถึงไหนต่อไหน...แต่...อะไรคือสิ่งที่เข้าใจถูกล่ะ? แม้แต่เขายังหาคำตอบไม่ได้ด้วยซ้ำ

 

แต่ถึงอย่างนั้น... 

 

อาโอมิเนะยื่นมือออกไปปาดน้ำตาให้อีกฝ่ายอย่างเบามือ

 

แม้เขาจะไม่รู้ว่าอยากพูดอะไรกันแน่ แต่สิ่งที่มั่นใจได้อย่างหนึ่งคือ...แม้สมัยอยู่เทย์โคเขาจะชอบแกล้งจนหมอนี่ร้องไห้วิ่งไปฟ้องแม่ เอ๊ย มิโดริมะอยู่บ่อยๆ แต่ก็เพราะรู้สึกว่าใบหน้าตอนร้องไห้ของหมอนั่นมันน่ารักดี...

 

แต่...แม้จะไม่รู้ว่ามันต่างกันที่ตรงไหน หากทว่าเด็กหนุ่มกลับรู้สึกว่าน้ำตาแบบนี้มันไม่ ‘น่ารัก’ เลยสักนิดเดียว...

 

 

 

 

พอถูกเขาสัมผัสใบหน้า ร่างสูงเพรียวนั้นก็สะดุ้งขึ้นมา เหมือนเจ้าตัวจะเพิ่งรู้ว่าสองแก้มของตนเปียกชื้น จึงยกมือขึ้นปาดเช็ดอย่างงุนงง

 

เมื่อเห็นกิริยาเช่นนั้นแล้ว สีหน้าของอาโอมิเนะก็อ่อนลง มือเรียวสีแทนเลื่อนมาประคองใบหน้าของอีกฝ่ายให้เงยขึ้น ดวงตาสีน้ำตาลทองนั้นมองมาเป็นคำถาม แต่เขาไม่มีคำตอบใดๆ จะมอบให้...

 

...ตลอดมาเขาก็แค่ทำตามสิ่งที่ตนอยากทำ เพราะไม่เคยตั้งคำถาม จึงไม่เคยมีคำตอบ ดังนั้น...ครั้งนี้ก็เช่นกัน

 

เด็กหนุ่มก้มหน้าลง...สัมผัสริมฝีปากสีอ่อนจางนั้นอย่างแผ่วเบา

 

คิเสะเบิกตากว้างอย่างตกใจในทันที ทั่วร่างสั่นสะท้านขึ้นมาราวกับจับไข้ ในสมองขาวโพลนคิดอะไรไม่ออกไปชั่วครู่ใหญ่ๆ

 

“อ..อาโอมิเน...!” เมื่อดึงสติกลับมาได้ ริมฝีปากที่เผลอร้องออกมาอย่างตกใจนั้นก็เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้สอดแทรกปลายลิ้นเข้าไปตักตวงความหอมหวานอย่างอุกอาจและไร้ความเกรงอกเกรงใจ 

 

“อือ..อื้อ!” เด็กหนุ่มพยายามทักท้วง หากทว่าเพราะถูกปิดปากเอาไว้ จึงไม่สามารถเอ่ยมันออกมาเป็นถ้อยคำได้ ร่างเพรียวพยายามขืนตัวออก หากทว่าร่างสูงตรงหน้ากลับไม่อนุญาตให้ทำเช่นนั้น มือเรียวสีแทนเลื่อนมากุมต้นคอเพรียวกดเอาไว้แน่นจนอีกฝ่ายไม่สามารถสะบัดหน้าหนีได้ ลิ้นร้อนเกี่ยวกระหวัดรัดพันกับลิ้นนุ่มที่พยายามหลบเลี่ยงหลีกหนี

 

คิเสะหลับตาแน่น ใบหน้าแดงแปร๊ดเห่อร้อนจนราวกับว่าตัวเขากำลังจะละลาย แข้งขาอ่อนแรงจนแม้กระทั่งการยืนยังเป็นเรื่องที่แสนยากลำบาก ถ้าไม่มีวงแขนแข็งแรงซึ่งโอบเอวเขาเอาไว้แน่นแล้วล่ะก็ นายแบบหนุ่มคงได้ลงไปกองกับพื้นอย่างหมดสภาพเป็นแน่

 

“อ...อืม...” ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อใดที่เสียงอันพร่าแผ่วจากลำคอนั้นแปรเปลี่ยนจากเสียงทักท้วงมาเป็นเสียงครางเครือ

 

ก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะพยายามดิ้นรนเพียงใด อาโอมิเนะก็ไม่มีทีท่าว่าจะยินยอมผละจากริมฝีปากอันแสนหอมหวานนั้นแม้แต่เพียงวินาทีเดียว หากทว่าเมื่อเด็กหนุ่มใกล้จะหมดสติเนื่องจากอาการขาดอากาศหายใจ ริมฝีปากที่แนบจูบเนิ่นนานจนไม่ยอมแม้กระทั่งจะให้พักสูดอากาศก็ยินยอมผละออกไปแต่โดยดี

 

คิเสะหอบหายใจอย่างหนัก หากทว่ายังไม่ทันได้ตักตวงเอาอากาศเข้าปอดให้หายใจได้คล่อง ริมฝีปากที่คลอเคลียอยู่ไม่ห่างนั้นก็กลับทาบทับลงมาอีกครั้งราวกับทนไม่ไหว แม้จะพยายามเบือนหน้าหนีหากทว่ามือเรียวยาวก็เชยคางเขาให้หันกลับมา เมื่อเด็กหนุ่มเม้มริมฝีปากเอาไว้แน่น มือนั้นก็พลันเปลี่ยนมาเป็นบีบกรามบังคับให้ต้องอ้าปากออกเปิดรับเรียวลิ้นที่สอดแทรกเข้ามากวาดหาความหอมหวานอีกครั้งราวกับไม่รู้จักพอ

 

ปลายลิ้นร้อนผ่าวขยับอยู่ในโพรงปากราวกับกับจะไม่ยอมพลาดจุดใดไปแม้เพียงจุดเดียว

 

คิเสะไม่รู้ตัวแม้แต่น้อยว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เขากำลังขยับปลายลิ้นตอบสนองต่อจูบนั้นอย่างกล้าๆ กลัวๆ ไม่รู้ตัวแม้แต่น้อยว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่อาการผลักไสปฏิเสธได้แปรเปลี่ยนเป็นการอ้อนวอนและร้องขอ...มากกว่านี้

 

ไม่ใช่ด้วยคำพูด...หากด้วยการกระทำ...

 

สองแขนเรียวโอบแผ่นหลังกว้างเอาไว้แน่น เด็กหนุ่มเบียดตัวเข้าหาอีกฝ่ายเต็มอ้อมแขน อากัปกิริยานั้นทำให้อาโอมิเนะลอบยิ้มอย่างพึงพอใจ อ้อมแขนที่โอบกอดเอวสอบเพรียวเอาไว้กระชับแน่นจนร่างกายของพวกเขาแนบกันสนิทไร้ช่องว่างให้สิ่งใดแทรกกลาง...

 

ดวงตาสีน้ำตาลทองหรี่ปรือพร่าเบลอ ในสมองราวกับมีหมอกควันสีขาวโพลนลอยปกคลุมอยู่ทำให้คิดอะไรไม่ออก

 

...ภาพตรงหน้าค่อยๆ มืดลงเรื่อยๆ...

 

สิ่งที่รับรู้ได้มีเพียงรสจูบที่ราวกับจะกระชากวิญญาณเขาออกจากร่าง

 

เต็มไปด้วยเร่าร้อน รุนแรง และปรารถนาที่จะครอบครอง

 

คิเสะรู้สึกราวกับว่าทั่วทั้งร่างถูกพันธนาการอย่างแน่นหนา...ไม่อาจปัดป้อง หลีกหนี หรือแม้แต่ขัดขืน...

 

เด็กหนุ่มพยายามสูดลมหายใจ หากทว่าสิ่งที่ได้รับกลับมามีเพียงเสียงของริมฝีปากที่สัมผัสกัน ฟังหยาบโลน...น่าละอาย...

 

นั่นเป็นสิ่งสุดท้ายที่คิเสะพอจะคิดได้

 

เพราะวินาทีต่อมาความมืดก็โถมทับทาบทาอนุสติทั้งมวลให้กลายเป็นสีดำ

 

 

 

 

อาโอมิเนะประคองร่างของคนที่ทรุดฮวบลงไปอย่างไร้การควบคุมเอาไว้ด้วยสองแขนอันมั่นคง เขาถอนริมฝีปากออกมาอย่างเสียดาย รสหวานหอมละมุน...ราวกับน้ำผึ้งที่ยังกรุ่นกลิ่นอายของธรรมชาติยังคงติดอยู่บนปลายลิ้นให้เขาต้องเลียริมฝีปากอย่างอยากกระหาย แต่...

 

ดวงตาสีน้ำเงินทอดมองใบหน้าขาวที่ขึ้นสีเรื่อหลับตาพริ้มแล้วก็ให้ถอนหายใจออกมา เด็กหนุ่มคงจะไม่รู้ตัวเลยว่าสีหน้าของตนในยามนี้อ่อนโยนเพียงใด

 

อาโอมิเนะทรุดตัวลงนั่งพิงผนังคอนกรีตแข็งๆ ใต้สะพานพลางหลับตาลง สองแขนโอบกอดร่างสูงเพรียวเอาไว้ในอ้อมแขน ศีรษะที่ปกคลุมด้วยเรือนผมสีทองนุ่มมือเอนซบแผ่นอกกว้างทำให้เด็กหนุ่มถือโอกาสก้มหน้าซบลงบนหัวทุยๆ นั้น

 

กลิ่นหอมจางๆ ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวกระสาเข้าจมูก ทำให้อดไม่ได้ที่จะหวนนึกถึงอดีต

 

ราวกับช่วงเวลาในกาลก่อนย้อนกลับมาอีกครั้ง เวลาหมอนี่กลัวจนแทบจะปีนขึ้นไปขี่อยู่บนคอเขา เขาก็จะให้อีกฝ่ายมานั่งอยู่ตรงกลางระหว่างขา แล้วก็จะเล่นเกมต่อทั้งๆ ที่ยังอยู่ในท่าแบบนี้ คล้ายกับว่ากำลังโอบกอดอีกฝ่ายเอาไว้

 

แรกๆ เหมือนคิเสะจะอายอยู่บ้างเหมือนกัน แต่ช่วงหลังๆ หมอนี่คงนึกขึ้นได้ว่าไม่รู้จะอายใคร สถานที่เล็กๆ ตรงนี้จึงกลายเป็นที่นั่งประจำของอีกฝ่ายไปเสียอย่างนั้น

 

ทว่าเมื่อนึกถึงปัจจุบันแล้วเขาก็ได้แต่ทอดถอนใจ อาโอมิเนะเงยหน้าขึ้นพิงศีรษะกับผนังแข็งๆ ดวงตาสีน้ำเงินปิดลงพลางพึมพำแผ่วเบา “นายน่ะ...มองแค่ฉัน มองแค่ฉันคนเดียวก็พอแล้ว”

 

“..............”

 

เสียงแผ่วๆ ดังขึ้นจนเด็กหนุ่มเผลอสะดุ้ง หากทว่าเมื่อก้มลงมองต้นเสียงแล้ว อาโอมิเนะก็ต้องส่ายหน้าอย่างยิ้มๆ อย่างระอาใจเมื่อพบว่าอีกฝ่ายเพียงแค่ละเมอพึมพำออกมาเท่านั้นเอง

 

ริมฝีปากบางๆ นั้นยังคงขยับต่ออีกเล็กน้อยราวกับกำลังเอ่ยอะไรออกมาสักอย่าง อาโอมิเนะก้มหน้าลงไปใกล้โดยหวังว่าอาจจะสามารถจับใจความอะไรได้บ้าง หากทว่าสิ่งที่เขารู้สึกถึงกลับมีเพียงเสียงลมหายใจแผ่วๆ ...ไร้เสียงเอ่ยใดๆ โดยสิ้นเชิง...

 

อาโอมิเนะถอนใบหน้าออกมาอย่างเสียดายนิดๆ

 

 

 

 

อาโอมิเนจจิ 

 

 

...ตลอดเวลาที่ผ่านมา...ฉันไม่เคยมองใครอื่นนอกจากอาโอมิเนจจิเลยนะ...

 

 

 

 

หากน่าเสียดายว่า...เสียงที่เอ่ยนั้น...ดังก้องอยู่เพียงแค่ในความฝันเท่านั้นเอง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 --- † --- † --- † --- † --- † --- † --- † --- † --- † ---

 

 

 


 

 

 

TBC.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

[1] ประตูเลื่อนที่ทำจากกระดาษบางๆ กรุลงบนกรอบไม้สี่เหลี่ยม

 

 

 

 

 

 

 

สวัสดีค่า

 

ตอนนี้ก็ยาวจนถ้าเป็นจัมพ์รายสัปดาห์ก็คงเป็นเล่มควบแหงๆ /พรากกก /เพราะฉะนั้นสัปดาห์หน้างดนะคะ #โดนต่อย

 

เอ่อ สอบถามก่อน มีใครรอดชีวิตจากดงน้ำเน่ามั่งมั้ยคะ...ยะฮู้

 

ตอนเขียนนี่แก้แล้วแก้อีก บิดแล้วบิดอีก โคตรไม่ถนัดเขียนอะไรทำนองนี้เลยจริงๆ

 

//ทำหน้าเห้อใส่บลอคบ้านใกล้เรือนเคียง

 

#ปล. ใครเห็นอะไรแปลกๆ ในบลอคนั้นอย่าไปเชื่อนะคะ เมโดนใส่ร้าย!

 

  

ตอนหน้าก็เป็นพักโฆษณาอีกแล้วล่ะค่ะ (เสียงสวรรค์ - โฆษณาจะเยอะไปไหนฟะ เอ็งเป็นฟรีทีวีรึไง!) แต่ไม่ต้องห่วง ใครติดใจกลิ่นน้ำเน่าจากตอนนี้ ตอน EXTRA II ก็คงเน่าไม่แพ้กัน กร๊ากกกกกก

 

และใครคิดว่าอาโฮ่เรื่องนี้จะจืดจาง คิดผิดซะแล้วล่ะค่ะ!!!  อาโฮ่ไม่จืดจางนะะะะะะะ (มั้ง) เมจะทำลายอาถรรพ์พระเอกจืดจางให้ด้ายยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย //ไฟลุกโชติช่วงชัชวาล

  

 

วันนี้ก็...ขอกรีดร้องแต่เพียงเท่านี้ พรุ่งนี้มีสัมภาษณ์ครั้งยิ่งใหญ่(เวอร์)รออยู่ ขอหลบไปทำใจให้สงบ(ด้วยการเสพpixiv) ก่อนล่ะค่ะ!

 

 

ขอบคุณสำหรับทุกคอมเม้นต์ล่วงหน้าเช่นเคยนะคะ XD

 

 

ปล. เพื่อป้องกันอาถรรพ์ EXTEEN ล่ม ก่อนกดส่งคอมเม้นต์ก็อย่าลืม ctrl+a / ctrl+c เอาไว้สักหน่อยนะคะ

☆〜(ゝ。∂)

ปปล. เคล็ด(ไม่)ลับของเมเอง...แบบว่า...พอกดส่งคอมเม้นต์แล้วมันขึ้นว่าล่มจะรู้สึกยืดมาก

“ฮึๆ ไม่ได้แอ้มตรูร๊อกกกก” *แปะป้าบ* XD กดส่งใหม่จนกว่ามันจะยอมขึ้นให้ กร๊ากกกกก  WIN สุดๆ...

 
 
 
//ตกลงเอ็งจะก๊อปแปะมันทุกเอนทรี่ย์แล้วใช่มั้ย
//.............................ใช่
 
 

  

 

 

 

 

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????   ??????????????????
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????

Tweet

แอร๊ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย

 
ฟินค่าาาาา  ลุ้นจากตอนที่แล้วๆๆๆๆ  มาถึงตอนนี้ก็ซัมทิงกันซะที///โดนตรบบบบ 
อาโอมิเนจจิ  วันนี้นายหล่อมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

#1 By SD May on 2012-08-14 16:10

คิเสะน่าร๊ากกกกกกกกกกกกกกกกก
อยากเป็นพี่ฟ้า....//โดนเชือดดดดดด 
ว่าแต่...นั่งกอดกันอยู่ใต้สะพานหนาวน่ะฮร้าาา เปลี่ยนโลเคชั่นเป็นเตียงอุ่นๆ เหอะพี่ฟ้า

#2 By Lina on 2012-08-14 16:31

พี่ฟ้าอย่างหล่อว์ หนูเหลืองก็เอ้ซร้าาาา

#3 By Mayonler-Toshiro on 2012-08-14 17:41

อร๊ายยยยย บร๊ะเจ้าจอร์จจี้ ตอนนี้มันฟินมวากกก!!! /ตบโต๊ะปังๆ
เมซ๊างงง ตอนนี้มันก๊าวจุยสุดๆไปรุยยย /ฟัดแรงๆ
โอร่ย ฟ้าค๊าาา ถ้าตอนนี้ฟ้าจะทำฟินได้ขนาดนี้ อร๊ายยย
เป็นถึงขนาดนี้แล้วยังไม่รู้ว่าตัวเองชอบหมา(?)อีกเร๊อ
คิเสะน่ารักมาก! อร๊าาา รอตอนพิเศษค่ะ<333

#4 By UZ*2.22 on 2012-08-14 17:49

กด like ตอนนี้อย่างแรงค่า!!
ชอบอาโอมิเนะตอนนี้มากมาย พี่ท่านทุกถูกแล้วค่ะ...แล้วก็ ถ้าขนาดนี้แล้วกรุณารู้ใจตัวเองเสียทีนะเจ้าคะ ก่อนที่จะมีหมา?ตัวไหนมาคาบไปเสียก่อน 
สำหรับคิเสะคุง น่ารักเสมอค่า แถมอัพสกิลน่าฟัดได้ตลอดอีกด้วย
พี่เมย์ค๊า ชอบค่ะฉากแบบนี้(ยกมือเป็นบุคคลรอดตาย) อยากให้อาโอมิเนะจิรู้ตัวเร็วๆ จัง (ตัวบอกเขาว่าเขาชอบตัวไปแล้วนะเออ...)

#5 By Hina_Sakura on 2012-08-14 18:55

กรี๊ดดดดดดดด >[     ]<
ยอมรับว่าฉากดราม่าตอนที่คิเสะพูดคนเดียวทำฮิฮั้นเกือบน้ำตาแตกเลยเค่อะ!!
// แต่ฉากที่อาโอกอดคิเสะนั้นทำฮิฮั้นกรี๊ดกร๊าดเลยค่ะ!!!
ป.ล. แอบได้กลิ่นคาวๆว่าจะเจอไอ้โรคจิตคนนั้นแล้ว...

#6 By Notg[CP] on 2012-08-14 19:34

คิเสะดูตอนหงอยนี่ช่างน่าสงสารและน่าแกล้งยิ่งนัก(?)
อาโอมิเนจจิ ระวังโดนพี่คิโยตบนะ รายนั้นหวงน้องอยู่ 55+
ปล. กัด กัด กัด..........

#7 By 28016 on 2012-08-14 21:37

ชะะะะ หลังจากที่โดนกัปตันขโมยซีนมาอย่างต่อเนื่องเสียหลายตอน
พี่ฟ้าก็มาทวงคะแนนนิยมคืน ราศีพระเอกจับขึ้นมาทันใด ว้าววว//ปรบมือรัวๆ //โดนชก

#8 By KsNight on 2012-08-14 21:54

อร๊ายยยยยยยยยยย (กรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง)
พี่ฟ้าทำหนูแทบน้ำตาร่วง

#9 By Ace_Mavella on 2012-08-15 09:56

ฮือิือออออออออ ชอบมากเลยครับ อ่านย้อนตั้งแต่ตอนแรก สนุกมากๆเลยครับ ///_/// ♥

#10 By [Gental Choco] on 2012-08-15 15:07

ย๊าาาาา อ่านแล้วอยากจะเอามือปิดปากแล้วก็บิดซ้ายบิดขวา กรี๊ดเบาๆในลำคอ
กอดกันใต้สะพาน ย๊าาาา เขินแทนจนหน้าแดงแล้ว อ่านแล้วยิ้มไม่หุบ
หลังจากอยากหาอะไรปาใส่กะบาล เอ้ย หัว อาโอมิเนะเมื่อหลายๆตอนที่แล้ว ตอนนี้พิคาริ ยกธงฟ้าเหลืองขึ้นมาสะบัดสุดแรงเลยค่ะ!!!
ฟินค่ะ ฟิน <3
ก๊าาาวววว :))

#11 By Bloody*Cross on 2012-08-15 15:39

อ่านตอนนี้แล้วรู้สึกสงสารคิเสะที่มาชอบคนอย่างเฮียฟ้า เฮียจะซึนเอาโล่ทองคำหรือไง ??

#12 By testo (103.7.57.18|101.108.115.114) on 2012-08-15 16:05

เอ๊ะ....แอบเห็นด้วยกับเม้นท์ที่สองนิดๆล่ะค่ะพี่เม //โดนต่อย
 
ม...ไม่งดน๊า!!  เล่มควบออกมันทุกวันเลยก็ยังได้ค่ะ! //โดนบาสกระแทกหัว
ชอบตอนนี้จุงงง ในที่สุดก็คุยกัน(เริ่มจะ)รู้เรื่องสักที!
พี่ฟ้าทำซึนมานาน เชอะ!
ว่าแต่ตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่เคยคิดจริงๆเรอะว่าหลงรักคิเสะไปแล้วน่ะ /จ้อง เขารู้กันทั้งทีมแล้วมั้ง พี่ฟ้าแย้แย่ แย่แต่ทำให้คนอ่านหุบยิ้มไม่ได้
อร๊ายยย คิเสะก็น่ารักเกินไปแล้วววว คิดภาพน้ำตาร่วงผล็อยๆโดยที่ตัวเองไม่รู้ตัว แถมยังฝืนยิ้ม
โอยยย... ตาย ตายแหงๆ พี่ฟ้ามีชีวิตรอดมาจากภาพนั้นได้ไงคะ #หะ
 
รอตอนต่อไปนะคะพี่เม! รอทุกอย่างที่เป็นฟ้าเหลืองค่ะ!!
Yellow sky allies!!!

#13 By Hitsugaya~kun on 2012-08-15 19:11

กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด 
ตอนนี้สุดยอดเลยค่ะ //สำลักความเขินตาย
อูย... กลัวฟ้าบอกว่าไม่ใช่เพื่อน เจ็บอ่ะ ; [ ] ; เรียวตั้นนน!!!
เกือบจะลงมาเม้นด่าฟ้าตอนอ่านไปได้ครึ่งนึง แต่ก็เปลี่ยนใจ 55
เลิกซึนซะทีนะตัวแก ;  v  ;  
(ความหมั่นไส้ทั้งตอนแก้ได้ด้วยฉากหวานตอนท้ายที่ความยาวแค่เลื่อนสกอร์บาร์สองจึ๊ก 555 แค่นั้นฟ้าก็หล่อแล้ว สุดยอดค่ะ <3)

#14 By EPRAIR:D on 2012-08-15 21:46

ชอบตอนที่คิเสะพูดคนเดียวอ่ะ
มันดราม่ารา้วรานใจดี อยากได้อีกค่ะ #ผิด
//ตบตีพี่ฟ้า ถ้าคิเสะไข้ขึ้นอีกรอบจะทำยังไง
ดังนั้นอุ้มกลับ! อุ้มกลับบ้านไปเลยฮ่ะดำกิ!!

#15 By piggyi. on 2012-08-15 21:54

แอร๊ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย!!!!
ฟินค่า ฟินมากกกกกกกกกกกกกกกกก//สครีม
คิเสะโมเอะมาก!!!โมเอะไปน่ะนายน่ะ!!!//กรี๊ดกร๊าด
พี่ฟ้าค่ะ!!พี่ฟ้าเท่มากนะคะ มาถึงซะขนาดนี้พาไปที่เตียงเลยเถอะ!!!
ตอนนี้เป็นอะไรที่แบบกร๊าวใจมากค่า!!!
ฟ้าเหลืองบันซายยยยยยย!!!

#16 By AOI37 on 2012-08-16 22:41

ถึงจะไม่ใช่สมาชิกบล๊อกก็เถอะ
แต่อ่านแล้วอดไม่เม้นไม่ได้
อยากตะโกนดัง ๆ พี่ฟ้าาาาาาาาาาาาาาาา
เศร้ากับหมาหงอยหมาเศร้าแล้วก็มาฟินกับพี่ฟ้าต่อ
มันสุดยอดเลยอร๊ายยยยยยย

#17 By RinRin (103.7.57.18|171.98.88.216) on 2012-08-16 23:16

ฮือออออ ซะที พี่ฟ้าาาาาาาาาาาาา
อ่านแบบลืมหายใจกันเลยทีเดียว>[]<

#18 By wanko~* on 2012-08-18 23:13

อ่านแรกๆร้องไห้น้ำตาปริ่มน้ำตาไหล
อ่านหลังๆโอ๊ยยย มันจะหวานอะไรขนาดนี้ -/บิดๆจิกโต๊ะ จิกหมอน ขูดกำแพง
มันฟินมากกกกกกก ตอนนี้ โฮกกกกกกก
อาโอไม่จืดดดดดดดดดดดด
ชอบพี่ฟ้าที่สุดในเรื่องแล้วตอนนี้ ชอบมากกก
เมะเื่ถื่อนนซึน ไม่รู้ใจตัวเอง อ๊ากกกกก -/ลงไปดิ้นๆๆๆ

#19 By ZeNeRIA29 on 2012-09-03 14:07

ตายแล้ววววววววววววววววววววววววววววววววววววววว
ฉากที่รอคอยมาถึงแล้วววววววววววววววววววววววววววว
//รอมานานในที่สุด ในสุดก็ได้ฟินจริงๆ
โรแมนซ์สุดๆ ไม่น่าเชื่อออออออออ

#20 By hkichio on 2012-10-05 18:02

พอคิดว่า'ไม่มีบทอาโอมิเนะเลยวุ้ย'
อ่านมาเรื่อยๆ เห้ยๆมาแล้วววว
มาแบบแรงแซงทางโค้งซะด้วย
ฮิ้วววว
ชอบจุงเบย จุงเบยยยย

#21 By hertzz (103.7.57.18|58.9.82.13) on 2013-02-19 01:16