[SC.Main Event 1] Datorum
posted on 28 May 2012 01:09 by lvlelody in S-Conscindea
“ทำอะไรของเจ้าน่ะ กิล...” เสียงคุ้นเคยเอ่ยถามดังมาจากด้านหลัง เรียกให้ดวงตาสีทองเหลือบไปมองเล็กน้อย ก่อนตัดสินใจว่า...จะทำเป็นไม่ได้ยิน
...เพราะท่าทางคุณหัวหน้าที่เคารพกำลังอยู่ในอารมณ์อยากแกล้งคนเต็มที่เลยทีเดียว...
ชายวัยกลางคนเอามือขุดลงไปในดินร่วนๆ จนเกิดเป็นหลุมกว้างประมาณฝ่ามือ ลึกประมาณคืบหนึ่ง
“อารมณ์ไม่จอยนะ วันนี้ไม่ได้กำไรหรือไง?” เสียงกวนประสาทยังตามหยอกเย้าอยู่ข้างหูหึ่งๆ เหมือนแมลงวันตอม แต่น่าเสียดายที่แมลงวันตัวนี้ใหญ่จนใช้มือปัดไม่ได้ ดังนั้นคนคุมบัญชีจึงได้แต่ถอนหายใจดังๆ อย่างปลงๆ แล้วหย่อนวอทนัทที่ได้มาจากแม่ชีคนหนึ่งลงไปในหลุมพร้อมใช้มือปาดกลบเสียให้เรียบร้อย
มือใหญ่ตบปุๆ ลงไปในดินที่พูนขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนหยิบกระติกน้ำที่วางอยู่ข้างๆ มาล้างมือและรดน้ำลงไปในคราวเดียว
“จะมาเอนดีมาร์อีกเมื่อไหร่?” คนคุมบัญชีหันไปเอ่ยถามหัวหน้าคณะที่เป็นผู้จัดการตารางงานของคณะทั้งหมด ซึ่งก็ได้รับคำตอบเป็นรอยยิ้มกวนส้นอย่างน่า...ประทับส้นกลับไป
“ไม่รู้สิ...” เซลอสขยับไม้เท้าในมือเล่นไปมา “แต่ถ้าเจ้ายอมบอกว่าวันนี้ไปโดนใครแกล้ง แค่ก! ไปทำอะไรมาข้าอาจจะตรัสรู้ขึ้นมาก็ได้นะ”
ดวงตาสีทองเหลือบมองคนแกล้งพูดผิดอย่างน่าเหยียบเล็กน้อย ก่อนลุกขึ้นยืนแล้วปัดมือที่เปื้อนเศษดินทิ้ง “ข้าไปรับของฟรีจากโบสถ์เมื่อเช้า” ประเด็นอยู่ที่คำว่า -ฟรี-
“อื้ม...เหมือนตอนแรกจะได้เค้กมาล่ะมั้ง...” ควรรู้ว่าคนคุมบัญชีของเราจะความจำดีเป็นเลิศเฉพาะกับเรื่องบางเรื่องเท่านั้น
“แล้วหลังจากนั้น ตอนที่ข้ากำลังพยายามเปลี่ยนเค้กให้เป็นเงินอยู่ ก็มีแม่ชีคนหนึ่งโผล่มา พูดอะไรสักอย่าง...แล้วจากเค้กก็กลายเป็นวอลนัท ข้าจำได้ลางๆ ว่านางบอกให้เอามาปลูก...จะทำกำไรได้มากกว่า ข้าเลยมานั่งขุดดิน ฝังวอลนัทลงไป...มาคราวหน้าคณะละครสัตว์ของเจ้าอาจจะมีกำไรจากการขายวอลนัทอีกทางก็ได้”
...แล้วคนคุมบัญชีจะได้เลิกปวดหัวกับบัญชีที่จวนเจียนจะติดตัวแดงของคนที่มีหนี้สินเยอะที่สุดในคณะสักที...
“ข้าควรซาบซึ้งใช่ไหม”
“ควรหาเงินเข้าคณะเยอะๆ ต่างหาก”
“ตกลง” เซลอสยิ้มขำๆ ในความเกลือของเกลือ
ยิ่งเห็นคนคุมบัญชีจ้องเนินดินเล็กๆ ที่พูนขึ้นมาอย่างจริงจังเหมือนลุ้นให้ยอดอ่อนของวอลนัททะลุออกมาในวินาทีใดวินาทีหนึ่งข้างหน้านี้ก็อดไม่ได้ที่จะต้องกลั้นหัวเราะจนตัวสั่น
“ว่าแต่ เดี๋ยวพวกเราก็จะออกเดินทางไปจากเอนดีมาร์แล้ว กลับมาคราวหน้าต้นวอลนัทของเจ้าอาจจะมีคนอื่นจับจองเป็นเจ้าของไปแล้วก็ได้นะ” เซลอสที่หยุดขำได้สักทีเริ่มแหย่ต่อมเค็มอีกครั้ง...ทำอย่างกับว่าตอนนี้ไม่เค็มพออย่างนั้นล่ะ
“ข้าก็คิดอยู่เหมือนกัน” ที่ไหนได้...คนคุมบัญชีดันบ้าจี้เล่นตามเสียอีก
กิลดาเรียนเปิดสมุดบัญชีที่ถือติดมืออยู่แทบตลอดเวลาแล้วฉีกเอาหน้าว่างๆ ออกมา จรดปากกาเขียนอะไรยุกยิกอยู่สักพักก็หยุด แล้วหันไปรอบๆ ก่อนหยิบไม้ที่มีความยาวประมาณห้าคืบ หนาประมาณข้อมือขึ้นมา
...จะเอาไปตีหัวใครวะ...
ยังไม่ทันได้เสียวว่าจะเป็นหัวของตัวเอง เสียงของอีกฝ่ายก็ดังขึ้นให้สะดุ้งเล็กน้อย
“เซลอส ยืมมีด” คนคุมบัญชีแบมือไปด้านหลังโดยไม่หันมามอง ด้วยความอยากรู้ว่ากิลมันจะทำอะไรให้เขาจี้อีก จึงวางมีดสั้นลงไปบนมือนั้นอย่างว่าง่าย
หัวหน้าคณะละครสัตว์กะพริบตาปริบเมื่อคนคุมบัญชีใช้มีดของตนผ่าไม้ออกเป็นสองซีกตามแนวยาวประมาณครึ่งหนึ่งของความยาวทั้งหมด มือหนาสอดกระดาษเข้าไปในรอยแยกนั้นจนแน่ใจแล้วว่าต่อให้มีพายุถล่มหรือแผ่นดินไหวกระดาษก็จะไม่หลุดออกมา จากนั้นจึงปักไม้เข้าไปในดินที่พูนขึ้นประมาณสองในสาม ตบท้ายด้วยการลองจับมันโยกเพื่อทดสอบความแข็งแรง
“ขอบใจ” กิลโยนมีดกลับคืนมา ไม่กลัวสักนิดว่าท่านหัวหน้าที่เคารพจะโดนคมของมันบาดเอา แต่เซลอสก็คว้ามีดนั้นเอาไว้ได้อย่างง่ายดาย สมแล้วที่เป็นหัวหน้าคณะละครสัตว์มานานปี “หิวแล้ว ไปหาอะไรกินดีกว่า”
เซลอสมองแผ่นหลังของอีกฝ่ายที่เดินจากไปอย่างงุนงงเล็กน้อย ก่อนทนความสงสัยไม่ไหวต้องนั่งยองๆ ลงอ่านลายมือเป็นระเบียบคุ้นตาที่เขียนตัวโตจนเต็มแผ่นกระดาษว่า
“ทรัพสมบัติของกิลดาเรียนแห่งคณะละครสัตว์ Cirque de Advena”
...ที่มุมกระดาษมีตัวหนังสือเล็กๆ เหมือนพวกหมายเหตุตามโฆษณาหลอกลวงผู้บริโภคเอาไว้ด้วยว่า
“ใครหยิบฉวย ขโมย หรือแอบอ้างเป็นเจ้าของโดยพลการ จะมีโทษสถานหนัก...ค่าปรับจะขึ้นอยู่กับความพอใจของข้าเอง”
ยังไม่ทันจะได้ระเบิดเสียงหัวเราะออกมา ดวงตาสีแดงก็เหลือบไปเป็นตัวอักษรที่เล็กกว่าเดิม...แทบจะต้องใช้แว่นขยายส่อง เซลอสก้มหน้าลงไปอ่านจนปากแทบจูบกับกระดาษ
“ปล. และเชื่อเถอะว่าข้าสามารถทำให้เจ้าจ่ายได้จริงๆ
ปปล. เซลอส ห้ามดึง!”
...แล้วหมู่นกซึ่งกำลังพักผ่อนอยู่บนแนวต้นไม้ที่เรียงรายล้อมรอบก็มีอันต้องกระพือปีกบินแตกฮือเหมือนผึ้งแตกรัง เพราะเสียงหัวเราะซึ่งดังลั่นมาจากทิศทางที่คณะละครสัตว์คนจรปักหลักอาศัยอยู่นั่นเอง...
†††
แถมท้าย
“...แล้วตกลงเซลอสมันจะกลับไปเอนดีมาร์อีกทีเมื่อไหร่วะ...”
คนคุมบัญชีเพิ่งมานึกขึ้นได้หลังจากนั้นก็...อีกนานทีเดียว

