[Fic Aldnoah.Zero] What day is it today?

posted on 25 Dec 2014 21:17 by lvlelody in Fiction directory Fiction, Cartoon

 

 

 

**กรุณาอย่านำ ฟิคไปดัดแปลง แก้ไข หรือโพสลงที่อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต



Title: What day is it today?
Author: melody
Character: Kaizuka Inaho*Slaine Troyard
Rating: G ใสกิ๊ง...
Author note:  //กราบเบญจางคประดิษฐ์เบ้นศรีสามรอบ เป็นฟิคเทรดตั้งแต่คริสมาสต์...ใช่แล้ว ... ดูวันที่ที่เราจองไว้สิ คริสมาสต์งัยล่ะ... #พรากก เลทมากมายมหาศาล ข้าผิดไปแล้ว O<---< ฮือออออ  
 
 สักซีกโลกใดซีกโลกหนึ่ง วันนี้ยังเป็นวันเอพริลฟูลอยู่ ดังนั้นก็คิดซะว่าข้าพเจ้าลงทันวันเอพริลฟูลละกันนะ... 
 
#แถโคตร..
 
ปล. AU นะคะ... 
 
 ปปล.  [FIC]A/Z : THE RED NOSED REINDEER เปิดวาร์ปไปอ่านที่เบ้นเทรดไว้ค่ะ XD
 
 
 
--- † --- † --- † --- † --- † --- † --- † --- † --- † ---
 
 
 
 

24 ธันวาคม

 

 

ไคซึกะ อินาโฮะยืนกอดอกด้วยสีหน้าเฉยเมยเหมือนปกติ ทว่าแม้สีหน้าจะไม่เปลี่ยนแปลง แต่บรรยากาศรอบตัวที่กดดันมากกว่าปกติก็บ่งบอกได้ว่าเจ้าตัวไม่ ‘ปกติ’ เลยแม้แต่นิดเดียว

 

ดวงตาสีแดงเข้มมองไปคนที่นั่งทำหน้าจ๋อยอยู่บนเตียงสีขาว กลิ่นยาจางๆ ในอากาศ เอกลักษณ์ของโรงพยาบาลเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ทำให้สเลนรู้ตัวว่าเขาไม่ได้เผลอหยุดหายใจไปเพราะความกลัว

 

หลังจากจ้องจนอีกฝ่ายตัวลีบจนไม่รู้จะลีบไปกว่านี้ได้อย่างไรอีกแล้ว อินาโฮะก็ถอนหายใจออกมา มือที่กอดอกเอาไว้ปล่อยลงข้างลำตัว ดวงตาที่จ้องอีกฝ่ายเลื่อนไปมองขาที่ตอนนี้ถูกพันเฝือกเอาไว้หนาเตอะตั้งแต่เข่าจรดปลายเท้า

 

“หมอบอกว่าคืนนี้จะให้นอนดูอาการหนึ่งคืน ถ้าไม่มีอะไรผิดปกติจะให้กลับไปพักที่บ้าน แล้วอีกหนึ่งอาทิตย์ค่อยมาตรวจใหม่ว่าจะเอาเฝือกออกได้เมื่อไหร่” อินาโฮะเอ่ยเรียบๆ พลางลากเก้าอี้ข้างเตียงมานั่ง ไม่ได้เอ่ยอะไรมากไปกว่านั้น ซึ่งสเลนอดคิดไม่ได้ว่า...แบบนี้สู้อีกฝ่ายโมโหใส่เขายังดีเสียกว่า

 

เนื่องจากผู้ปกครองที่เคยอยู่ด้วยเป็นคนตรงไปตรงมา ดูออกได้ง่ายมากว่ากำลังโกรธอยู่รึเปล่า ไม่สิ ก่อนที่เขาจะดูออก อีกฝ่ายก็ลงไม้ลงมือให้เขารู้ว่าเจ้าตัวกำลังโกรธเสียมากกว่า ทำให้สเลนรับมือกับคนที่ดูยังไงก็รู้สึกว่ากำลังโกรธแต่กลับไม่แสดงท่าทีอะไรคนนี้ไม่ถูก

 

“ขอโทษนะครับ อินาโฮะซัง” เมื่อได้ยินเสียงแผ่วๆ หวิวๆ จนเหมือนกับเป็นแค่เสียงลมพัดนั้นแล้ว อินาโฮะก็ละสายตาจากแอปเปิ้ลที่กำลังปอกในมือ

 

จากที่ตอนแรกตั้งใจว่าจะโกรธต่ออีกสักพัก พอเห็นสีหน้าเช่นนั้นแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจออกมา วางแอปเปิ้ลที่ถูกหั่นออกเป็นซีกไว้บนจานก่อนจะยื่นส่งให้อีกฝ่ายพร้อมคำถาม "แล้วขึ้นไปบนปล่องไฟทำไม"

 

"ซานตาคลอสจะได้เอาของขวัญมาส่งได้ไงล่ะครับ" อีกฝ่ายเอ่ยตอบพลางหยิบแอปเปิ้ลที่ถูกปลอกในจานโดยไม่ลืมกล่าวคำขอบคุณ

 

อินาโฮะชะงักเล็กน้อย กลืนคำถามที่เกือบหลุดปากออกไปว่าอีกฝ่ายเชื่อว่าซานตาคลอสมีจริงหรือลงคอไป

 

เคยได้ยินว่าอีกฝ่ายไปอยู่ที่ดาวอังคารตั้งแต่อายุเก้าขวบ เป็นวัยที่ถึงจะเชื่อว่าซานตาคลอสมีจริงก็คงไม่แปลก แล้วเขาก็ไม่รู้สึกว่าอยากจะทำลายความเชื่อของอีกฝ่ายสักเท่าไหร่ คนที่ทำลายความฝันของเด็กน้อย...จะต้องถูกพระเจ้าลงโทษ เหมือนจะเคยได้ยินอิงโกะพูดแบบนั้นอยู่ แน่นอนว่าเขาไม่ได้เชื่อในคำขู่ของเพื่อนสาว อีกทั้งสเลนก็โตเกินกว่าจะเรียกว่า ‘เด็กน้อย’ ได้แล้ว แต่ถึงอย่างนั้นอินาโฮะก็เพียงแค่พยักหน้ารับอย่างเงียบๆ เท่านั้น

 

แต่เงียบได้ไม่นานเท่าไหร่ เสียงฝีเท้าวิ่งตึงตังจากด้านนอกก็ทำลายความเงียบอันแสนน่าอึดอัดลงจนสิ้น ดวงตาสองคู่หันไปมองยังบานประตูพร้อมกัน และวินาทีนั้นเอง…

 

“นาโอะคุง! สเลนคุงเป็นยังไงบ้าง”

 

“สเลน! เป็นอะไรรึเปล่าคะ!?”

 

หญิงสาวสองคนปรากฏตัวขึ้นพร้อมทั้งบานประตูที่ถูกเหวี่ยงเปิดออกจนแทบกระแทกผนัง ไคซึกิ ยูกิหอบหายใจหนักพอๆ กับ เซลัม อลูเซีย เมื่อเห็นคนที่(ตนเข้าใจว่า)น่าจะบาดเจ็บหนักกำลังเบิกตากว้างมองมาปริบๆ ทั้งคู่ก็รีบถลาเข้าไปเกาะข้างเตียง ถามไถ่อาการจนคนป่วยลนลานแทบตอบไม่ถูก ดวงตาสีครามหันไปมองอินาโฮะที่หลบฉากไปอย่างรู้แกวอย่างขอความช่วยเหลือ อดไม่ได้ที่จะขำ(มุมปากกระตุกขึ้นสององศา) แต่ก็ยอมเข้าไปห้ามทัพในที่สุด

 

“อย่ารบกวนคนป่วยสิครับ เดี๋ยวพยาบาลมาไล่ออกไปนะ”

 

เหตุนั้นเองจึงทำให้หญิงสาวทั้งสองยอมถอยออกมาในที่สุด

 

 

 

หลังจากถูกยูกิซังดุไปหนึ่งรอบ กับเซลัมซังที่มองมาด้วยสายตาดุๆ อีกหนึ่งรอบ ทั้งคู่ก็ยอมให้คนเจ็บพักผ่อนอยู่เงียบๆ ในที่สุด นับว่าเป็นโชคดีของสเลนที่ความจริงทั้งคู่กำลังจะเดินทางไปทำงานต่อ ที่กลับมาบ้านก็เพียงแค่มาเอาชุดสำหรับผลัดเปลี่ยนเท่านั้น แต่พอได้ยินว่าเกิดเรื่องขึ้น ทั้งสองคนก็เลื่อนกำหนดเดินทางออกไป แล้วมุ่งหน้ามายังโรงพยาบาลทันที

 

“แล้วฉันจะรีบกลับนะคะ สเลน อยู่กับอินาโฮะซังดีๆ อย่าดื้อ อย่าซนนะคะ” ดวงตากลมโตสีฟ้าใสจ้องมองมาอย่างไม่อนุญาตให้ปฏิเสธ

 

“นาโอะคุง ดูแลสเลนคุงดีๆ ห้ามแกล้งเด็ดขาดนะ” สำหรับยูกิแล้ว ฝั่งสเลนยังไม่น่าห่วงเท่าน้องชายตัวดีของเธอ หญิงสาวลากอีกฝ่ายมากำชับเบาๆ ถึงอินาโฮะจะดูเป็นผู้ใหญ่และเธอเองก็ยอมรับว่าน้องชายเป็นคนที่สามารถพึ่งพาได้...แต่ก็นั่นล่ะ… เตือนไว้ก่อนดีกว่า

 

นอกจากพยักหน้ารับอย่างเงียบๆ แล้วอินาโฮะก็ไม่ได้กล่าวอะไร ถึงจะไม่ไว้ใจเต็มร้อย...แต่ก็พอถูๆ ไถๆ ไปได้ชั่วคราวล่ะมั้ง?

 

ยูกิได้แต่ภาวนาให้สเลนทำบุญมาเยอะหน่อยก็แล้วกัน…

 

 

 

“เดินทางดีๆ นะครับ” หลังจากมีคนเข้ามาตามเป็นรอบที่สอง ยูกิกับเซลัมก็จำต้องบอกลาคนป่วย จนกระทั่งบานประตูปิดลง ทั้งห้องที่เมื่อครู่นี้ยังวุ่นวายเกือบจะเป็นความโกลาหลก็กลับเข้าสู่ความเงียบอีกครา

 

สเลนถอนหายใจอย่างโล่งอก ดวงตาสีครามเหลือบมองคนข้างๆ ที่กลับมานั่งบนโซฟาข้างเตียงอีกครั้งหลังจากหลบฉากออกไปก็ไม่ลืมที่จะเอ่ยว่า “เมื่อกี้นี้ขอบคุณที่ช่วยนะครับ อินาโฮะซัง”

 

“เปล่าช่วยอะไรนี่” เอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย พลางคว้าแอปเปิลที่ปอกทิ้งไว้มาใส่เข้าปาก มืออีกข้างหยิบรีโมททีวีมากดเปิดช่องสารคดี เรียกให้คนป่วยหันกลับไปมองด้วยความสนใจ ส่วนตัวเขาเองก็หยิบแท็บเลทขึ้นมา อ่านข่าวสารต่างๆ ไปตามความเคยชิน

 

ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่สรรพเสียงภายในห้องเงียบผิดปกติ นอกจากเสียงของทีวีที่เปิดทิ้งเอาไว้เบาๆ แล้วก็มีเพียงเสียงลมหายใจสม่ำเสมอของคนที่ผล็อยหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้

 

เด็กหนุ่มเผลอยิ้มเมื่อมองใบหน้ายามหลับอันไร้ความระแวดระวังนั้น ลุกไปปิดม่านอย่างเงียบๆ หรี่เสียงโทรทัศน์ให้เบาลงอีกเล็กน้อย แล้วจึงค่อยกลับมานั่งอยู่ที่เดิม แต่คราวนี้เขาไม่ได้หยิบแท็บเลทขึ้นมาเล่นต่อ หากกลับเอื้อมมือไปวางเอาไว้บนผ้าห่มที่คลุมร่างของอีกฝ่าย ดวงตาสีแดงเข้มปิดลง ความเงียบสงบนี้ชวนให้หลับตาลงพักผ่อนสักครู่ แต่เมื่อไหร่ไม่รู้ที่แม้แต่เขาเองก็หลับไปเช่นกัน

 

 

 

ก๊อก ก๊อก

 

เสียงเคาะประตูเรียกให้เด็กหนุ่มทั้งสองตื่นขึ้นในทันที แต่ผิดกันเพียงแค่ว่าคนหนึ่งหาววอดอย่างง่วงงุน แต่อีกคนกลับเหมือนลืมตาขึ้นมาเฉยๆ... ไม่มีเค้าของคนเพิ่งตื่นนอนแม้แต่น้อย

 

“อ้าว นอนหลับอยู่เหรอ พวกเรามากวนรึเปล่าเนี่ย” คาล์มเป็นคนแรกที่เดินนำเข้ามา ตามด้วยอิงโกะ และนีน่า ในมือของสองสาวหอบหิ้วข้าวของที่มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นขนมเครื่องดื่มของกินเล่น ส่วนในมือคาล์มมีถุงกระดาษใบใหญ่ที่มีโลโก้ของร้านเค้กชื่อดังในย่านนี้ติดมาด้วย

 

“เปล่าครับ ไม่รบกวนอะไรเลย” สเลนรีบตอบกลับเพราะเกรงว่าจะทำให้เพื่อนใหม่ทั้งสามเข้าใจผิด แน่นอนว่าไม่มีคำตอบใดๆ จากอีกคนในห้อง ดวงตาสีแดงเข้มมองถุงในมือของอิงโกะและนีน่าเป็นเชิงถาม ซึ่งดีที่พวกเขาสนิทสนมกันจนถึงระดับที่ไม่ต้องสื่อสารด้วยคำพูดก็พอจะเข้าใจได้

 

“ได้ช่าวว่าสเลนบาดเจ็บ แถมยูกิซังกับเซลัมก็ไม่อยู่บ้าน เท่ากับว่าพวกนายต้องมาอยู่โรงพยาบาลกันสองคนในคืนคริสมาสต์น่ะสิ พวกเราก็เลย…” อิงโกะฉีกยิ้มพลางชูถุงขนมในมือขึ้น “มาจัดปาร์ตี้กันเถอะ!”

 

“จะจัดปาร์ตี้ก็ไม่เป็นไรหรอกนะจ๊ะ แต่อย่าส่งเสียงดังจนรบกวนห้องข้างๆ นะ” เสียงปริศนาดังมาจากด้านหลังของพวกเขา เรียกอาการสะดุ้งโหยงจากสาวๆ ได้เป็นอย่างดี เมื่อหันไปมองก็พบว่าเป็นนางพยาบาลที่กำลังถือถาดยายืนอยู่นอกห้อง “แล้วก็ต้องดูแลให้คนป่วยทานยาให้ครบด้วยล่ะ”

 

“อ้ะ ..แฮะๆ รับทราบค่า”

 

พยาบาลเดินมาวางถาดยาไว้ข้างโต๊ะก่อนจะออกจากห้องไปโดยไม่ลืมกำชับให้พวกเขาอย่างส่งเสียงรบกวนคนอื่น ที่สำคัญ ต้องไม่ให้คนเจ็บกระทบกระเทือนแผล หลังจากรับคำเป็นมั่นเป็นเหมาะแล้ว…

 

“สเลน เป่าเค้กสิ!”

 

ขณะที่กำลังทานขนมอยู่ ไฟในห้องก็ถูกปิดลง สเลนได้ยินนีน่าเอ่ยเช่นนั้น ก่อนที่จะเห็นอินาโฮะเดินมาพร้อมเค้กที่มีเทียนเล่มหนึ่งจุดอยู่ในมือ

 

“อ..เอ๊ะ..ผมเหรอ?”

 

“ใช่ เซลัมซังเคยบอกว่าสเลนไม่ค่อยได้สังสรรค์เท่าไหร่ เพราะผู้ปกครองของสเลนดุม๊ากกก มาก” นีน่าเอ่ยด้วยสีหน้าที่พยายามเลียนแบบเซลัมในตอนนั้นจนคนอื่นๆ ขำพรืด มีแต่คนที่ผู้ปกครองดุ๊ ดุคนนั้นเท่านั้นที่เพียงแค่ยิ้มแห้งๆ “เพราะงั้น..สเลน เป่าเลย”

 

“ขอบคุณนะครับ” เด็กหนุ่มมองเค้กหน้าตาสวยงามในมือของเด็กหนุ่มที่เป็นคนคอยดูแลเขานับตั้งแต่ย้ายมาอยู่ที่นี่ก่อนจะยิ้มออกมา ถึงจะเพิ่งมาอยู่ที่นี่ได้ไม่นาน แต่เขารู้ดีว่าการซื้อของอย่างนี้ในวันเทศกาลได้จะต้องไม่ใช่เรื่องง่ายแน่ รู้สึกอุ่นวาบในช่องอก...ทั้งๆ ที่ตอนนี้เป็นฤดูหนาวแท้ๆ แต่กลับรู้สึกอบอุ่นมากเหลือเกิน

 

สเลนพึมพำกล่าวคำขอบคุณอีกครั้ง ก่อนจะเป่าเทียนเล่มเล็กๆ บนเค้กก้อนนั้น

 

 

 






ผ่านมาสามเดือนกว่าหลังจากวันนั้น ขาของสเลนหายดีในเวลาไม่นาน ชีวิตทุกอย่างกลับคืนสู่สภาพปกติดังเดิม

 

วันนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่งที่เขาตื่นตั้งแต่เช้า ตั้งใจจะทำอาหารให้อินาโฮะซังทาน แต่ทว่า...ทันทีที่ก้าวลงบันไดไปยังชั้นล่าง...เรื่องไม่ปกติก็กำลังรอเขาอยู่ตรงนั้นเอง

 

“อรุณสวัสดิ์”

 

“เอ๊ะ.. เอ๊ะ อ...อ...อินาโฮะซัง!?”

 

ทั้งๆ ที่มั่นใจว่าตัวเองตื่นเช้าแล้วแท้ๆ แต่กลับยังมีคนที่ตื่นเช้ากว่า แต่นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะสิ่งที่ทำให้เขาตกใจคือ… “ทำไมถึงแต่งตัวแบบนี้ล่ะครับ!?”  

 

ชุดสีแดงที่มีขอบสีขาว เข็มขัดและรองเท้าเป็นหนังสีน้ำตาล บนหัวสวมหมวกทรงแหลมสีแดงห้อยพู่สีขาวกลม อีกทั้งยังมีหนวดเคราปกปิดใบหน้าเสียจนแทบมองไม่เห็นปาก การแต่งกายทุกอย่างราวกับหลุดมาจากหนังสือนิทานหรือเรื่องเล่าของซานตาคลอส ผิดก็แต่ว่าซานต้าคนนี้ออกจะหน้าตายไปซะหน่อย แถมยังไม่ยิ้มเลยสักนิดอีกต่างหาก

 

ดูยังไงก็ไม่เข้ากันเลยสักนิด

 

แม้จะรู้ดีว่ากำลังเสียมารยาท แต่ก็อดไม่ได้ที่จะหลุดหัวเราะออกมา

 

“วันนี้เป็นวันคริสมาสต์ ซานต้าก็เลยมาให้ของขวัญเด็กดีไงล่ะ”

 

“เอ๊ะ? วันนี้วันที่หนึ่งเมษาไม่ใช่เหรอครับ? คริสมาสต์ผ่านมาตั้งนานแล้วนี่นา”

 

“วันนี้เป็นวันคริสมาสต์ต่างหากล่ะ” แต่เดิมสเลนก็ไม่มั่นใจในวัฒนธรรมที่ตนเองไม่คุ้นเคยอยู่แล้ว ยิ่งอีกฝ่ายยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่นเช่นนั้นก็ทำเอาอดคิดไม่ได้ว่าหรือความรู้ที่เขามีต่อโลกนี้จะน้อยเกินไปกันนะ

 

“เอะ...อะ… งั้นเหรอครับ...”

 

อินาโฮะพยักหน้ารับอีกครั้งเป็นการยืนยัน เด็กหนุ่มวางถุงที่พาดอยู่บนบ่าลงกับพื้น ก่อนที่จะหยิบเอาบางสิ่งมายื่นให้

 

“เอ๊ะ..” สิ่งที่อีกฝ่ายมอบให้เป็นของที่เขาคุ้นตาดี มันคือหนังสือเล่มหนึ่ง แต่มีขนาดใหญ่มาก และหนามากด้วย เป็นเรื่องเกี่ยวกับดวงดาวต่างๆ มีรูปสี และมีคำอธิบาย

 

“ฉันเห็นนายออกมาดูดาวตอนกลางคืนบ่อยๆ เลยคิดว่าน่าจะชอบน่ะ...ไม่ชอบเหรอ?”

 

“ไม่..ไม่ใช่ครับ ชอบครับ… ชอบมาก” สเลนลูบปกหนังสือเบาๆ ราวกับกลัวว่ามันจะบุบสลาย เงยหน้าส่งยิ้มให้คุณซานตาคลอสผู้แสนใจดี “ขอบคุณมากนะครับ”

 

เมื่อเห็นรอยยิ้มนั้นแล้ว อินาโฮะก็ยิ้มตาม เสียดายที่สเลนไม่มีโอกาสได้เห็น เพราะหนวดสีขาวนั้นดันบังเสียมิด “อืม”    

 

 

 

 

“อ๊ะ แต่ว่า… แต่ผมไม่มีอะไรจะให้เป็นของขวัญอินาโฮะซัง..” หลังจากเอาของขวัญไปเก็บแล้ว และช่วยอินาโฮะเปลี่ยนชุดซานต้าออกกลับมาใส่ชุดธรรมดาเรียบร้อย สเลนจึงเพิ่งนึกเรื่องสำคัญขึ้นมาได้ เด็กหนุ่มมองคนร่วมบ้านด้วยความรู้สึกผิด แต่อีกฝ่ายเพียงแค่จ้องกลับนิ่งๆ ด้วยสายตาที่ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่...เช่นเดิม…

 

รึเปล่านะ?

 

สเลนรู้สึกว่าสายตาของอีกฝ่ายชวนให้รู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ อย่างบอกไม่ถูก แต่ก็ระบุไม่ได้เช่นกันว่ามันต่างจากเดิมตรงไหน ถ้าให้ยูกิเป็นคนที่อยู่ตรงนี้คงจะบอกได้ในทันทีว่ามันเป็นสายตาของน้องชายในเวลาที่กำลังวางแผนชั่วร้ายนั่นเอง!

 

น่าเสียดายที่ความสามารถในการอ่านสีหน้าของสเลนยังไม่อาจทัดเทียมกับไคซึกะคนพี่ได้ ดังนั้นในตอนที่อินาโฮะก้าวเข้ามาใกล้ เด็กหนุ่มจึงได้แต่นั่งนิ่งอยู่ที่เดิม

 

“มัดจำไว้ก่อนก็ได้”

 

สเลนมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเบิกกว้าง…

 

..เอ๊ะ…

 

 

 

END







--- † --- † --- † --- † --- † --- † --- † --- † --- † ---




#วิ่งหลบถ้วยไหจานชามกะละมังหม้อ
รู้สึก...โคตรไม่มั่นใจ ฟีลลิ่งแบบเดียวกับตอนลงฟิคครั้งแรกเลยค่ะ (ซีด) ไม่ได้เขียนฟิคนานมาก...มากแบบมากจริงๆ .... คือฟิคบล็อค...เขียนอะไรไม่ออกสักกะตัว... orz โฮ่วววว ส่วนเรื่องนี้... เนื้อเรื่องครึ่งหลังปั่นได้ภายในคืนเดียว ดีใจ อย่างน้อยก็เริ่มหายบล็อคแล้ว แงงงง //ครึ่งแรกนี่ใช้เวลาสามเดือน.... O<---< อั่ก 
 
ก็...คอมเม้นต์กันได้นะคะ /__\) งี๊ด 
 
เผื่อใครสงสัย... คือ ...ค่ะ สารภาพก่อนโดนจับหักคอ พล็อตเปลี่ยนมาเรื่อยๆ ... จนลงเอยที่เอพริลฟูลเนี่ยแหละ รู้สึกน่ารักแล้ว จะเอาลงวันนี้ให้ได้! 
 
แต่ติดภารกิจต่างๆ นานามากมาย สุดท้ายเลยเลทไป.... #อีกแล้ว... 
 
ตอนแรกตั้งชื่อฟิคเรื่องนี้ว่า It's not too late. แต่เกรงว่าจะเป็นการกวนเบื้องพระบาทเบ้นศรีเกินไป... เลยเปลี่ยนมาเป็นชื่อนี้แทน... //กราบอีกครั้ง  
 

 เอาล่ะ ดึกแล้ว ขอตัวไปนอนก่อนล่ะค่ะ 

 

ขอบคุณสำหรับคอมเม้นต์ล่วงหน้านะคะ

 

แฮปปี้คริสมาสต์(ของสเลน)ค่ะ! 

 

(...) 

 

 

 

melody in the world of the tale View my profile