[LSK ll CT] Silent night [8]

posted on 17 Jan 2012 20:42 by lvlelody  in Fiction
 
 
 
 
 

 
**กรุณาอย่านำ ฟิคไปดัดแปลง แก้ไข หรือโพสลงที่อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต



Title: Silent night
Author: melody
Pairing: creus*termis ll neo*iquest ll nefel*hades 
Rating: pg-13 (เฉพาะตอนนี้)
Author note: 
 
 
 
 
 
 
 
--- † --- † --- † --- † --- † --- † --- † --- † --- † ---



8.


ไร้ชีวิต








“ท่านหัวหน้าครับ ท่านทานน้อยเกินไปแล้ว” หนึ่งในเทพอัศวินที่ติดตามร่วมทางไปดินแดนแห่งความมืดเอ่ยท้วงขึ้นมาเมื่อเห็นลอเรน ฮาเดสวางช้อนลงหลังจากที่ดื่มเพียงซุปคำเล็กๆ ลงไปคำสองคำเท่านั้น เนื้อที่ล่ามาได้ อีกทั้งเสบียงที่ขนมาด้วยไม่ได้ถูกแตะต้องเลยแม้แต่นิดเดียว


ประมุขแห่งความตายทำหน้าลำบากใจ ในเมื่อเขาไม่จำเป็นต้องทาน จะให้เบียดเบียนเสบียงของคนอื่นโดยเปล่าประโยชน์ก็ไม่ใช่วิสัย ดังนั้นเขาจึงได้แต่เอ่ยว่า “ข้าไม่หิวน่ะ” ...นับตั้งแต่หมดลมหายใจ เขาก็ไม่เคยรู้สึกหิวอีกเลย... 


ถ้าคนตรงหน้าเป็นหัวหน้าเทพอัศวินในสังกัดโคลด์บลัดคนอื่นๆ อาจจะไม่มีเทพอัศวินในหน่วยคนใดกล้าโต้แย้ง หากทว่าลอเรน ฮาเดสนั้นกลับไม่มีความเด็ดขาด เฉียบคมเท่า ดังนั้นเทพอัศวินคนอื่นๆ จึงมีสีหน้าไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เขาพูดอย่างชัดเจน 


“แต่ว่า...” เทพอัศวินคนเดิมทำท่าจะเอ่ยแย้งหากทว่าก่อนหน้าที่เขาจะได้เอ่ยอะไร ดีเลนก็ขัดขึ้นมาเสียก่อน 


“อะไรของพวกเจ้าเนี่ย! ท่านหัวหน้าบอกว่าไม่หิวก็ไม่หิวสิ ถ้าบังคับให้กินแล้วเกิดปวดท้องขึ้นมาพวกเจ้าจะรับผิดชอบยังไงหา!”


“ฮึ! แล้วถ้าท่านหัวหน้าเกิดยอมอดเพื่อให้พวกเราได้กินเยอะๆ จนตัวเองต้องทนหิวแบบนั้นจะไม่แย่กว่าหรือไง!” เห็นได้ชัดว่าเขาค่อนข้างสนิทกับดีเลนที่เป็นรองหัวหน้าหน่วยพอควร จึงได้กล้าต่อปากต่อคำ อีกทั้งยังรู้นิสัยใจคอของหัวหน้าเทพอัศวินฮาเดสอย่างถ่องแท้อีกด้วย


ขณะที่คนทั้งสองโต้เถียงกันท่ามกลางสายตาสนุกสนานของคนอื่นๆ ลอเรนที่ทำท่าอยากเอ่ยห้ามก็พลันรู้สึกถึงแรงสะกิดจากด้านหลัง เมื่อหันกลับไปมองจึงพบว่าเป็นหัวหน้าเทพอัศวินเนเฟลที่ไม่รู้ว่ามาอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่นั่นเอง 


เดมอส เนเฟลเอานิ้วทาบริมฝีปากใต้ผืนผ้าสีดำเป็นสัญญาณบ่งบอกให้เงียบก่อนจะกวักมือเรียกให้หลบฉากไปจากตรงนั้น ซึ่งลอเรนเองก็ยินยอมตามไปแต่โดยดี เมื่อเหลือบกลับไปมองยังกลุ่มเทพอัศวินของตนด้วยความเป็นห่วง ประมุขแห่งความตายก็เห็นดีเลนขยิบตาให้เหมือนจะบอกว่าทางนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่รองหัวหน้าหน่วยอย่างเขาจัดการเอง ดังนั้นลอเลนจึงจากมาได้อย่างวางใจ


ความมืดไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อประมุขแห่งความตายเช่นเขาแม้จะต้องเดินท่ามกลางป่าที่แสนมืดมิด ทั้งๆ ที่เป็นเช่นนั้นแต่เมื่อละสายตาไปเพียงครู่เดียว หัวหน้าเทพอัศวินเนเฟลกลับหายตัวไปแล้ว ทั้งๆ ที่เมื่อครู่นี้ยังเพิ่งเดินนำอยู่ข้างหน้าหมาดๆ แต่ไม่ว่าจะพยายามมองหาอย่างไรก็กลับไม่มีวี่แววแม้แต่น้อย


“ท่านเนเฟล...?” หลังจากเหลียวซ้ายแลขวาอยู่สักพัก ลอเรนจึงถอนหายใจอย่างตัดใจ ถ้าเนเฟลไม่เป็นฝ่ายปรากฏตัวออกมาเอง เห็นทีจะไม่มีใครสามารถตามหาเขาได้เจอ


เสียงธารน้ำไหลดังมาเข้าโสตประสาท ลอเรนเลิกคิ้วอย่างแปลกใจเล็กน้อยด้วยสถานที่แห่งนี้ก็เข้าใกล้ดินแดนแห่งความมืดมากขึ้นทุกทีแล้ว แต่กลับยังมีธารน้ำหลงเหลืออยู่อีก นับเป็นเรื่องน่าแปลกเป็นอย่างยิ่ง เพราะเมื่อยิ่งเข้าใกล้แหล่งก่อเกิดพลังมืดมากเท่าไหร่ ผืนดินก็จะยิ่งแตกระแหงและทุรกันดารมากขึ้นเท่านั้น


ชายหนุ่มเดินไปตามเสียงน้ำนั้นสักพักจึงพบกับลำธารเล็กๆ สายหนึ่ง จันทร์เสี้ยวสีนวลสะท้อนกับผืนน้ำเป็นประกายระยับ ท้องฟ้าเบื้องบนเป็นผืนผ้าสีดำกว้างใหญ่ที่ประดับประดาไปด้วยดวงดาวนับล้าน คืนนี้จันทราไม่เต็มดวง ดังนั้นแสงดาวจึงไม่ถูกกลบเสียหมดสิ้น 


ลอเรนหลับตาก่อนสูดลมหายใจเข้าลึก แม้ร่างกายจะตายจากไปนานแล้วหากวิญญาณเขายังคงรับรู้ได้ถึงความน่าภิรมย์นี้


หากวันคืนเงียบสงบเช่นนี้ตลอดไปก็คงดี...


ราวกับตอบรับคำขอนั้น...ร่างของประมุขแห่งความตายก็พลันต้องแข็งทื่อเมื่อจับสัมผัสความมืดอันลึกล้ำยากจะคาดเดาได้


ความมืดนั้นปรากฏขึ้นอย่างไม่มีสัญญาณบ่งบอก...ราวกับจู่ๆ ก็มีใครสักคนทำขวดหมึกตกแตก...หมึกสีดำแผ่ซ่านขยาย โดยจุดกึ่งกลางของความมืดนั้นคือ...


“แย่แล้ว...!!!”     


ใบหน้าขาวซีดของประมุขแห่งความตายยิ่งเผือดสี ร่างโปร่งรีบหันหลังกลับแล้วออกวิ่งไปทางที่หน่วยเทพอัศวินของตนกำลังรวมกลุ่มกันอยู่ในทันที!


“อ๊ากกกก!!!” 


ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่วิ่งมาถึง หากทว่าภาพที่ปรากฏต่อหน้าดวงตาที่เบิกกว้างอย่างตกตะลึงนั้นคือรอยยิ้มแสยะบนใบหน้าที่คุ้นเคยและคมดาบสีดำ...ดำสนิทและไม่สะท้อนเงาจันทร์...คมดาบนั้นกำลังจะฟาดฟันลงมาบนร่างของหนึ่งในหน่วยเทพอัศวินฮาเดส ...หนึ่งในครอบครัวของเขา...


เคร้ง!!!!!!!


พริบตาที่ไม่มีผู้ใดสามารถบอกได้ว่าเกิดอะไรขึ้น วินาทีที่คมดาบอันน่าหวาดหวั่นนั้นกำลังฟาดฟันลงมา เสียงดาบปะทะกันดังลั่นก็เสียดขึ้นท่ามกลางความเงียบ ทุกสายตาจับจ้องไปยังสองร่างที่เผชิญหน้า หนึ่งเพื่อโจมตี อีกหนึ่งเพื่อปกป้อง แสงจากกองไฟที่กำลังปะทุอย่างเงียบๆ ส่องให้เห็นถึงลักษณะของร่างทั้งสองนั้นอย่างชัดเจน...รวมถึง..ปีกมังกรคู่หนึ่งที่โบกสะบัดท่ามกลางความมืดจนแทบจะกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน  


พลังแห่งความมืดที่เพิ่มเป็นเท่าตัวสะกดให้ทุกคนจมอยู่ในความหวาดกลัวและหยุดทุกลมหายใจ เทพอัศวินที่กำลังจะโดนฟันผู้นั้นก็เป็นคนแรกที่รู้สึกตัวขึ้นเมื่อร่างที่ถลาเข้ามาขวางดาบให้นั้นยันผู้จู่โจมออกไปและไล่ต้อนจนอีกฝ่ายอยู่ห่างจากหน่วยฮาเดสพอสมควร...


“ป...ประมุขแห่งความตาย!!!!” 


เสียงร้องลั่นพร้อมทั้งอาการถอยหนีอย่างขวัญผวาทำให้ดีเลนที่นิ่งไปด้วยความตะลึงงันในพลังอันมหาศาลนั้นรู้สึกตัว รองหัวหน้าหน่วยเทพอัศวินฮาเดสเข้าไปลากคอเทพอัศวินดวงกุดคนนั้นออกมาให้ห่างจากรัศมีการต่อสู้ของเทพอัศวินครีอุสและเทพอัศวินฮาเดส


...หรือควรจะเรียกว่าการต่อสู้ของปิศาจสองตน...


“เกรเซียส อย่าทำร้ายพวกเขา...!” เสียงของประมุขแห่งความตายตนนั้นช่างฟังคุ้นหูยิ่งนัก คุ้นเสียจนทำให้หน่วยเทพอัศวินฮาเดสที่เหลือต้องนิ่งอึ้งไปอีกครั้ง “พวกเขาเป็นครอบครัวของเจ้านะ!!”


“เจ้านี่มันเสียชาติเกิดเป็นประมุขแห่งความตายจริงๆ ” เจ้าชายปิศาจถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายก่อนมองประมุขแห่งความตายด้วยสายตาเอือมระอา “นั่นเป็นประโยคที่ประมุขแห่งความตายสมควรพูดหรือไงกัน” 


ดาบสีดำสนิทในมือของอีกฝ่ายสลายหายไปราวกับม่านเงา เกรเซียส ครีอุสกวาดตามองไปรอบๆ และยิ้มอย่างพึงพอใจเมื่อได้รับสีหน้าหวาดกลัวตอบกลับมา  


“ก็ได้ ข้าจะไม่แตะต้องพวกมัน แต่เจ้า...!!” นิ้วเรียวยาวชี้ตรงมายังลอเรนที่ยืนขวางอยู่ตรงหน้าหน่วยเทพอัศวินฮาเดสของตน “ต้องมาหาข้าที่วิหารแห่งเงา เพียงลำพัง!”  


เจ้าชายปิศาจทอดมองร่างตรงหน้าด้วยสายตาของผู้เหนือกว่า เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ตอบคำใดก็นับว่าเป็นการตกลง...เพราะลอเรน ฮาเดสไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้วที่จะทำให้สามารถปกป้องพวกพ้องเอาไว้ได้ พลังของทั้งสองต่างกันเกินไป อีกทั้งลอเรนยังไม่กล้าใช้พลังของประมุขแห่งความตาย ดังนั้นผลจึงออกมาชัดเจน


เกรเซียสผินหลังจากไป ความมืดสายหนึ่งโอบคลุมล้อมรอบตัวเขา และเพียงชั่วพริบตา ร่างของอีกฝ่ายก็หายไปพร้อมกันกับความมืดที่กดทับบรรยากาศจนหนักอึ้ง


ลอเรนยืนนิ่งอยู่สักพักเพื่อให้แน่ใจว่าอีกฝ่ายจากไปแล้วจริงๆ หลังจากนั้นจึงค่อยกลับคืนสู่ร่างเดิม 


เสียงเล็กๆ ของแมลงที่ขาดหายไปพร้อมกับการปรากฏตัวของเจ้าชายปิศาจแว่วขึ้นมาอีกครั้ง แต่หน่วยเทพอัศวินฮาเดสทุกคนยังคงนิ่งอึ้งกันไม่หาย เมื่อเห็นอาการเช่นนั้นของพวกเขา ลอเรนจึงเดินเข้าไปใกล้ด้วยความเป็นห่วง บางทีมนุษย์ธรรมดา...ถึงแม้จะเป็นถึงเทพอัศวิน แต่ก็อาจจะไม่สามารถต้านทานแรงกดดันจากเจ้าชายปิศาจก็เป็นได้ “พวกเจ้าไม่เป็นไรใช่ไหม?” 


เมื่อลอเรนยื่นมือไปให้เทพอัศวินคนหนึ่งที่ทรุดนั่งอยู่ ชายหนุ่มคนนั้นก็เบิกตากว้างก่อนร้องออกมาอย่างหวาดกลัว “เหวอ!!!” พร้อมกระถดร่างหนีไปราวกับกำลังเผชิญหน้าอยู่กับ...อสุรกาย 


วินาทีนั้นเอง...ลอเรน ฮาเดส...จึงสังเกตเห็นว่าแววของความหวาดกลัวไม่ได้หายไปจากใบหน้าของทุกคน


มือที่ยื่นออกไปชะงักค้างอยู่กลางอากาศ ก่อนเจ้าของมันจะค่อยๆ ดึงกลับมาทิ้งลงไว้ข้างลำตัว ตัวเขาซึ่งเป็นประมุขแห่งความตายควรจะละทิ้งไปแล้วซึ่งความรู้สึกทั้งมวล หากทว่าใบหน้ากลับชาจนแทบแข็งค้าง...ทั้งๆ ที่เป็นเพียงศพเดินได้เท่านั้น หากทว่าหัวใจของเขากลับยังรู้สึกเจ็บปวดได้อยู่...


...หมดเวลาแล้ว...


ร่างสูงโปร่งค่อยๆ ก้าวถอยทีละน้อย...ในฐานะหัวหน้าหน่วยเทพอัศวินฮาเดสแล้วเขาควรยิ้ม แล้วทำให้ทุกคนสบายใจ แต่ความเจ็บปวดนี้มีมากเกินกว่าที่จะฝืนได้ไหว เขาไม่ได้ยิ้ม อีกทั้งยังไม่ได้ร้องไห้ ใบหน้าชาไปหมดจนแทบไม่รู้แล้วว่าตอนนี้ตนทำสีหน้าแบบใดอยู่


“ท่านหัวหน้า!” เสียงร้องของรองหัวหน้าหน่วยดีเลนดังขึ้นเรียกให้ลอเรนหันกลับไปมอง เขามองเห็นแวววิตกกังวลของอีกฝ่าย แต่กลับปราศจากความหวาดกลัว ในหน่วยเทพอัศวินฮาเดส ดีเลนเป็นเพียงคนเดียวรู้ฐานะที่แท้จริงของเขาอยู่ก่อนแล้ว 


ลอเรนขยับริมฝีปากน้อยๆ ลำคอแห้งผากจนแทบเปล่งเสียงไม่ไหว เวลาผ่านไปสักพักเขาจึงเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแหบแห้งในที่สุดว่า “ฝากดูแลทุกคนด้วย” 


“ท่านหัวหน้า!” 


ดีเลนร้องเรียก หากทว่าคนที่หันหลังเดินจากไปไม่แม้แต่จะชะงักฝีเท้าหรือเหลียวกลับมามอง


...ได้แต่มองแผ่นหลังที่เคยเหยียดตรงอยู่เสมอนั้นห่างออกไป...


...ราวกับจะไม่กลับมาอีกเลย...


เขาจะไม่ยอมปล่อยให้เป็นแบบนั้นเด็ดขาด!


รองหัวหน้าหน่วยฮาเดสรู้สึกว่าถ้าไม่ทำอะไรสักอย่างเขาอาจจะต้องสูญเสียหัวหน้าของตนไปตลอดกาล ชายหนุ่มลุกขึ้นตั้งท่าจะไล่ตามอีกฝ่ายไป หากทว่ายังไม่ทันได้ก้าวเท้าออกจากกลุ่ม ฝ่ามือข้างหนึ่งก็คว้าไหล่ของตน ยึดเอาไว้แน่น 


เมื่อหันไปมองจึงพบว่าเจ้าของฝ่ามือข้างนั้นคือหัวหน้าเทพอัศวินเนเฟลนั่นเอง


“ฮาเดสสั่งให้เจ้าอยู่ดูแลคนในหน่วย” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเบาๆ เป็นเอกลักษณ์ แต่กลับก้องกังวานท่ามกลางความเงียบสงัด เนเฟลตบไหล่ของรองหัวหน้าหน่วยฮาเดสเบาๆ สองสามที ก่อนจะออกเดินไปตามทิศทางที่ประมุขแห่งความตายลับสายตาไป 


“ท..ท่านเนเฟล! จะไปไหนครับ มันอันตรายนะ!”


ประโยคนั้นทำให้เนเฟลชะงักฝีเท้าทันควัน หากทว่าไม่ใช่ด้วยความคล้อยตาม เขาหันกลับมามองเจ้าของเสียงนั้นด้วยสายตาเกรี้ยวกราดอย่างที่ไม่เคยเป็น ถึงแม้น้ำเสียงที่เอ่ยถามกลับว่า “อะไรที่อันตรายหรือ?” จะยังคงนิ่งสงบดุจเดิมก็ตาม


“ก็..ก็...” เทพอัศวินคนนั้นอึกอักอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตะโกนออกมาอย่างไม่อยากเชื่อว่า “เขาเป็นประมุขแห่งความตายนะครับ!” 


“เขาคือหัวหน้าเทพอัศวินฮาเดส” น้ำเสียงของเนเฟลที่ตอบกลับในทันทีนั้นเย็นชายิ่งนัก อีกทั้งยังแฝงความเกรี้ยวกราดจนทำให้สายลมในป่าโหมแรงขึ้น ใช้เวลาอยู่ชั่วครู่หนึ่งลมนั้นจึงสงบลงเฉกเช่นอารมณ์ของเดมอส เนเฟล 


เขากวาดตามองเทพอัศวินหน่วยฮาเดสสิบเก้าคนที่มีท่าทีทำใจไม่ได้ ก่อนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบสงบว่า “ถ้าครีอุสกลับมา พวกเจ้าจะไม่ยอมรับเขาเพราะว่าเขาเป็นเจ้าชายปิศาจด้วยหรือไม่” 


ทุกคนยกเว้นดีเลนมีท่าทีนิ่งอึ้งไปกับคำถามนั้น รองหัวหน้าหน่วยรู้มานานและยอมรับอีกฝ่ายเป็นหัวหน้าจากใจจริง มิใช่ด้วยตำแหน่งที่สูงกว่า หรือเพราะเป็นคำสั่งของประมุขแห่งเทพอัศวินทั้งสิบสอง 


“แต่...อย่างน้อยเจ้าชายปิศาจก็ยังเป็นมนุษย์” แม้จะรู้ดีว่าอาจจะทำให้อีกฝ่ายโกรธขึ้นมาอีกครั้งก็เป็นได้ หากทว่าการที่พวกเขาซึ่งเป็นเทพอัศวินจะต้องฟังคำสั่งของอมนุษย์ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องกำจัดดูจะเป็นเรื่องที่หนักหนาเกินรับไหว ซ้ำอมนุษย์ตนนั้นยังเป็นถึงประมุขแห่งความตายอีกด้วย ดังนั้นจึงมีคนที่ใจกล้าพอจะคัดค้านต่อการตัดสินใจของบรรดาหัวหน้าเทพอัศวินทั้งสิบเอ็ด “แต่ ‘เขา’ ไม่ใช่มนุษย์ เขาไม่มีชีวิตแล้วด้วยซ้ำ!” 


โครม!!!


แรงหมัดที่กระทบเต็มๆ หน้าส่งผลให้ร่างของเทพอัศวินคนนั้นล้มโครมลง ชายหนุ่มเงยหน้ามองเจ้าของหมัดด้วยสายตาเกรี้ยวกราดระคนไม่เข้าใจ “ดีเลน!?” 


ร่างที่ยืนหอบหนักอย่างพยายามสะกดกลั้นอารมณ์นั้นคือรองหัวหน้าหน่วยที่โกรธจนหน้าดำหน้าแดง “พวกเจ้าพูดบ้าอะไรหา!!?” เสียงตวาดอย่างโกรธจัดนั้นดังลั่นไปทั่ว “พวกเจ้ากล้าพูดถึงท่านหัวหน้าอย่างนี้ได้ยังไง!!? ไม่ใช่เพราะได้ ‘อมนุษย์’ ตนนั้นช่วยไว้หรอกเหรอ ตอนนี้พวกเจ้าจึงยังเป็น ‘มนุษย์’ ไม่ใช่ ‘ซากศพ’ ได้อยู่น่ะ!!”


เนเฟลมองการทุ่มเถียงตรงหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉยเช่นเคย เขาคลายมือออกจากดาบที่กำไว้แน่นก่อนจะทิ้งคำพูดไว้ประโยคหนึ่ง...แล้วจึงเดินจากไป


“...หากเขาไร้ชีวิตจริง...ก็คงไม่มีสิ่งที่เรียกว่าหัวใจเช่นกัน ถ้าเป็นอย่างนั้น...เขาก็คงไม่ต้องโศกเศร้า และร้องไห้ไม่เป็น...”

 


--- † --- † --- † --- † --- † --- † --- † --- † --- † ---




...ไม่รู้เกรเซียสจะกลับมาอีกเมื่อไหร่...ต้องไปแล้ว...


ลอเรนคิดเช่นนั้นเป็นครั้งที่เท่าไหร่ก็ไม่อาจนับได้ ถึงแม้สมองจะสั่ง แต่ร่างกายกลับไม่ยอมทำตาม เขายังคงนั่งคุดคู้อยู่ท่ามกลางความมืด โอบกอดตนเองด้วยสองแขนอันเย็นเยียบ...


สายตาหวาดกลัวของผู้ที่เป็นเสมือนครอบครัวเปรียบดั่งหมุดซึ่งตอกตรึงร่างเขาเอาไว้ไม่ให้ขยับไปไหน เจ็บร้าวไปทั้งกาย ลึกลงไปถึงหัวใจที่ควรจะไร้ซึ่งความรู้สึกไปแล้ว 


“อยู่ที่นี่เอง ฮาเดส”


เสียงแผ่วเบาอันเป็นเอกลักษณ์ดังขึ้นก่อนจะรู้สึกถึงตัวตนหนึ่งซึ่งทิ้งตัวลงมาตรงเบื้องหน้า ใจหนึ่งรู้ดีว่าต่อหน้าคนอื่นแล้วไม่ควรจะแสดงความอ่อนแอให้เห็น แต่อีกใจหนึ่งกลับรู้สึก...เหนื่อยล้า...เหนื่อยล้าเหลือเกิน จนไม่อยากจะขยับไปไหน 


“ข้าควรจะไปได้แล้ว...” สุดท้ายแล้วร่างที่นั่งนิ่งก็ค่อยๆ เงยหน้าขึ้น เสียงในใจกระซิบเยาะหยันตัวเองว่า...อันที่จริงก็ควรจะไปเสียตั้งนานแล้ว... 


ดวงตาที่เป็นสีฟ้าใสจากการปลดอาภรณ์มังกรออกจับจ้องร่างตรงหน้านิ่ง เมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่ตอบอะไรจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเกรงใจว่า “ฝากพาพวกเขากลับลีฟบัดโดยปลอดภัยด้วย” 


ในฐานะหัวหน้าเทพอัศวินแล้ว ช่างน่าละอายยิ่งนักที่ต้องฝากฝังคนในหน่วยของตนกับหัวหน้าคนอื่น แต่...ต่อให้เขาอยากรับผิดชอบหน้าที่ของตนเพียงใด ก็คงจะเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว 


...เป็นไปไม่ได้อีกต่อไป...


ร่างที่กำลังจะลุกขึ้นยืนกลับถูกฝ่ามือเรียวยาวกดให้นั่งลงตามเดิม “เจ้าจะไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น” ทั้งๆ ที่เสียงเอ่ยนั้นช่างแผ่วเบาเหลือเกิน หากกลับหนักแน่น และไม่ยินยอมให้ปฏิเสธ


“ข้าทำตามใจตัวเองมามากพอแล้ว...” และผลของการกระทำเช่นนั้นก็ทำให้ข้าต้องเสียใจครั้งแล้วครั้งเล่า... 


เนเฟลไม่ฟังสิ่งที่อีกฝ่ายพยายามบอก เขาไม่ยอมแม้กระทั่งปล่อยมือออกจากบ่าที่กำลังสั่นเทานั้นด้วยซ้ำ ท่าทางเช่นนั้นแสดงออกถึงความดึงดันจนทำให้ลอเรนอึดอัด 


“กลับกันเถอะ” สุดท้ายแล้วผู้ที่เอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมาก่อนก็คือเทพอัศวินเนเฟล แต่เหมือนคำพูดของเขาจะเป็นตัวจุดระเบิดเข้าโดยไม่ได้ตั้งใจ


ลอเรนสะบัดร่างออกจากมือของอีกฝ่ายโดยแรง ดวงตาสีฟ้าเงยขึ้นมองสบกับอีกฝ่ายด้วยท่าทางต่อต้าน ก่อนจะตะโกนออกมาว่า “ท่านไม่เห็นสายตาของพวกเขาหรือ!? พวกเขาหวาดกลัวข้า! หวาดกลัวประมุขแห่งความตายเช่นข้า!” 


ราวกับรู้ตัวว่าท่าทีของตนเองในตอนนี้ไม่เหมาะสม ลอเรนจึงกัดริมฝีปากแน่นก่อนที่ทุกอย่างจะพรั่งพรูออกมาผ่านคำพูดจนหมด เขาพยายามดึงการควบคุมตัวเองให้กลับคืนมาอย่างรวดเร็ว เมื่อเอ่ยต่อไป น้ำเสียงของประมุขแห่งความตายจึงสงบลงมาก


“...นั่นไม่ใช่สถานที่ของข้าอีกต่อไปแล้ว ท่านหัวหน้าเทพอัศวินเนเฟล”


สงบ...จนแทบไร้ความรู้สึก


เนเฟลยังคงนิ่งเงียบ ใบหน้าที่มีเรือนผมสีอ่อนปรกลงมาเกือบครึ่งยังคงอ่านความรู้สึกได้ยากเช่นเคย เขาค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งตรงหน้าประมุขแห่งความตาย สองมือที่กดไหล่ผอมๆ นั้นไว้เปลี่ยนมาประคองใบหน้าซีดขาวของอีกฝ่ายแทน 


“เจ้าต้องเข้าใจว่าต่อให้เป็นเทพอัศวินก็เถอะ...ไม่ใช่ทุกคนที่เห็นประมุขแห่งความตายมาปรากฏตัวต่อหน้าแล้วจะทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้หรอก...” เนเฟลชะงักไปเล็กน้อยก่อนที่จะค่อยๆ ใช้นิ้วโป้งปาดไปตามแก้มขาวอย่างแผ่วเบา “...เพราะฉะนั้น...อย่าร้องไห้อีกเลย”  


“ข้าเป็นอมนุษย์นะ...จะร้องไห้ได้อย่างไร” ลอเรนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสงสัย ได้ยินดังนั้นแล้วชายหนุ่มจึงเถียงกลับไปด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล


“ก็กำลังร้องไห้อยู่ชัดๆ” ...และเพื่อยืนยันคำพูดของตน...เทพอัศวินเนเฟลจึงค่อยๆ ประทับริมฝีปากลงบนเปลือกตาของอีกฝ่าย สัมผัสอุ่นๆ ที่ไล้ไปตามแนวแก้มนั้นทำให้ร่างของประมุขแห่งความตายแข็งทื่อไปด้วยความตกใจ หากทว่าสิ่งที่ทำให้ตกใจยิ่งกว่านั้นกลับเป็นคำพูดของอีกฝ่าย...ที่กระซิบแผ่วเบาอยู่ริมใบหู...


“บ้านของเจ้าคือวิหารเทพแห่งแสงสว่าง ไม่ว่าเจ้าจะยอมรับมันหรือไม่ก็ตาม...”


หนักแน่นและอ่อนโยน



“ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น...ข้าก็จะไม่มีวันยอมปล่อยมือเจ้าไป...”



--- † --- † --- † --- † --- † --- † --- † --- † --- † ---









ตอนนี้...ภาษาพิลึกมาก =___=!!!! (อีกแล้ว)
;__; ขนาดอ่านแล้วอ่านอีก แก้แล้ว แก้อีกก็ยังรู้สึกว่ามันพิลึกๆ คงได้แต่ทิ้งไว้สักพักแล้วเดี๋ยวค่อยกลับมารีไรท์ใหม่ล่ะค่ะ

ตอนนี้ถึงแม้จะบทน้อย...(รึเปล่า) แต่ขอกรี๊ดดังๆ ให้ ท่านเนเฟลลลลลลลลลล ,,>[]<,,!!!! ท่านเนเฟลเท่โฮกๆ ค่ะ >///< ...ในเรื่องนี้ขอยกตำแหน่งจอมลวนลาม NO.1 ให้เลย (//โดนฮาราคีรี) 
ตอนแรกเนื้อหาตอนนี้ควรจะยาวกว่านี้ (อย่างน้อยๆ ก็น่าจะยาวไปถึงบทครีอุสอ่ะนะ) แต่ดูจากความยาวแล้ว...ถ้าัเขียนต่อคงได้ลงปีหน้าแหงๆ ;__;
ช่วงนี้เมกำลังถูกมิดเทอมและโปรเจคหล่นทับหัวพร้อมๆ กัน (แถมบางวิชาสอบอย่างเดียวไม่พอ =__= ยังจะมีโปรเจคอีกแหนะ) ;___; อยากลงให้เร็วกว่านี้ แต่ช่วงนี้ 1 เดือนได้ 1 ตอนก็หืดขึ้นคอแล้วล่ะค่ะ ฮืออออ
แต่เมยังพยายามจะทำตามคำพูดตัวเองอยู่นะ! จะพยายามเขียนให้จบก่อนเล่ม 8 จะออก! (ซึ่งความหวังดูริบหรี่ลงเรื่อยๆ) 

ถ้ากะคร่าวๆ แล้ว...อีกประมาณ 5-6 ตอนก็น่าจะจบได้แล้วล่ะมั้ง (5 ตอนภายใน 2 เดือน...=____= อื้ม...ยังมีงานราษฏร์และงานหลวงจ่อคิวรออีกเพียบ) ถ้าเอาแค่เมนพล็อตหลักๆ ก็คงจบลงล่ะน่า! หลังจากนั้นก็...ค่อยไปแตกกิ่งก้านสาขาในตอนพิเศษ 55555+ (ชอบเขียนตอนพิเศษให้ฟิคตัวเองติดเป็นนิสัยไปแล้วแฮะ //เขิน)

//มองนาฬิกา
//สะดุ้งเฮือก
;{}; ขอตัวไปทำโปรเจคต่อก่อนล่ะค่ะ! ไว้เจอกันตอนหน้านะค้าาา จุ๊ฟๆ 

ขอบคุณสำหรับทุกคอมเม้นต์+วิวเช่นเคยค่ะ! <3